สัมภาษณ์แบรนด์ Merryday

รบกวนแนะนำตัวเองและร้าน MerryDay ค่ะ

ชื่อ ภาวินี ศรีไพศาล หรือ แมว ค่ะ ทำงานเป็นนักออกแบบสิ่งพิมพ์อิสระ แต่ช่วงหลังจะเน้นพัฒนางานภาพประกอบสไตล์ MerryDay เป็นหลัก และทำงานประเภท stationery design เช่น งานการ์ด ชุดจดหมาย gift tag รวมทั้งภาพวาด เสื้อยืด กระเป๋าเพ้นท์มือขายผ่านหน้าเฟสบุ้คตามแต่โอกาส MerryDay ยังไม่มีหน้าเวบอย่างเป็นทางการ แต่สามารถดูงานได้ที่ Etsy และ MerryDay facebook page สัมภาษณ์ร้าน MerryDay

ร้าน MerryDay เริ่มขึ้นมาได้อย่างไรคะ

MerryDay มีจุดเริ่มต้นโดยตรงมาจากงาน thesis สมัยเรียนดีไซน์ เป็นงานออกแบบ brand identity โดยเราออกแบบสินค้าประเภทของขวัญ ของที่ระลึก และงานการ์ดในแบรนด์ของเราเอง ตอนนั้นตั้งชื่อแบรนด์ว่า around us คอนเสปต์หลักคือ Happiness is around us, just grab it! สินค้าที่ทำก็เหมือนที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน คืองานการ์ด งานเสื้อยืด รวมทั้งออกแบบรูปแบบหีบห่อ ภาพลักษณ์โดยรวม งานนั้นเป็นงานที่คิดว่าเป็นตัวเราที่สุด แต่เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ทุนทรัพย์และความรู้ทางการตลาดซึ่งเรายังไม่มี พอเรียนจบก็รับงานสิ่งพิมพ์ ออกแบบปกหนังสือ ซึ่งเป็นงานที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่เริ่มเรียนดีไซน์ ความตั้งใจที่จะทำแบรนด์ของตัวเองก็เริ่มเลือนๆ ไปจนวันหนึ่งไปเจอเวบ Etsy ซึ่งเน้นงานศิลปะแบบแฮนด์เมดก็เหมือนจุดประกายขึ้นมาอีกว่า เออ เราอยากมีงานของเราเองนะ พอถึงตอนนี้ก็เริ่มสังเกตว่างานหนังสือที่ทำจะเป็นงานที่เน้นรูปวาด กุ๊กกิ๊กเล็กๆ สีสันสดใส น่าจะเหมาะกับงานการ์ด เลยลองเปิดร้านใน Etsy ดู โดยพี่สาวเป็นคนตั้งชื่อ MerryDay ความหมายโดยตรงคือช่วงวันที่เราทำงานศิลปะของเราเองเป็นช่วงเวลาที่รื่นเริง มีความสุข ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก พอผ่านมาได้สักพักถึงนึกได้ว่ามันคล้องกับคอนเสปต์ around us ที่เราเคยทำสมัยเรียนนะ แสดงว่าความคิดนี้มันอยู่ในใจเรามาตลอด 🙂

คุณแมวคิดว่าอะไรคือจุดเด่นของ MerryDay คะ

จุดเด่นของ MerryDay อยู่ที่ ความสดใส รื่นเริง ตามชื่อเลยค่ะ ช่วงแรกๆ ที่ยังจับทิศทางตัวเองไม่ได้ก็จะแค่วาดแบบที่เราชอบคือ กุ๊กกิ๊ก น่ารัก ให้รู้สึกสนุกกับการวาด พอมีงานออกมาสม่ำเสมอ มีคนตามดูมากขึ้น มีการทักทายพูดคุยกันทางหน้าเพจมากขึ้น ก็เริ่มมีคนเข้ามาบอกว่า เขาดูงานเราแล้วมีความสุขนะ เป็นประโยคที่ฟังทีไรก็มีกำลังใจมากขึ้นทีนั้น เพราะศิลปะควรจะเป็นแบบนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีกับชีวิต 🙂 สัมภาษณ์ร้าน MerryDay

กระบวนการออกแบบและผลิตการ์ด MerryDay มีขั้นตอนอย่างไรบ้างคะ

ส่วนใหญ่จะคิดธีมขึ้นมาก่อนค่ะ ว่าเราอยากทำงานในธีมไหน อย่างในงานชุด Love is… ก็เริ่มมาจากอยากฝึกวาดรูปสัตว์ก่อน ความรัก มิตรภาพ เป็น keyword ถัดไป แล้วเราก็ร่างภาพโดยยึดสามคำนี้ โดยพยายามเชื่อมโยงคำที่เกี่ยวเนื่องกันเข้าไปด้วย หรือถ้าเราสามารถเชื่อมโยงบริบทที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันในความเป็นจริงได้ก็จะทำให้ภาพน่าสนใจขึ้น เช่น ปลาโลมาเต้นรำกับหนูเมอรี่ที่เล่นฮูลาฮูป ภาพนี้เป็นภาพที่คนชอบมากที่สุด น่าจะเป็นเพราะความขี้เล่น กับคำที่อาจจะโดนใจคนดู ซึ่งคำหรือประโยคประกอบภาพส่วนใหญ่ก็จะแวบขึ้นมาในหัวขณะกำลังร่างภาพ ในส่วนของการผลิตการ์ด เรายังทำงานแบบ homemade อยู่ค่ะ หมายถึงพิมพ์และตัดงานเองที่บ้าน โดยใช้เครื่องพิมพ์อิงค์เจค โดยจะเลือกใช้กระดาษที่เหมาะกับรูปแบบงาน วิธีนี้ทำให้เราสามารถผลิตงานในจำนวนน้อยหรือผลิตในรูปแบบ print on demand ต้นทุนอาจจะสูง ได้กำไรไม่มาก แต่อย่างที่บอกว่าไม่ค่อยถนัดเรื่องการตลาด อาศัยประสบการณ์ค่อยๆ ดูไปว่าคนซื้อเขาชอบแบบไหน การผลิตน้อยๆ จะช่วยให้เรากลัาทำงานแปลกๆ ออกมาเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องลงทุนพิมพ์งานออกมาเยอะแล้วขายไม่ได้ 🙂

สัมภาษณ์ร้าน MerryDay

คุณแมวได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไรบ้างเหรอคะ

แรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากหนังสือค่ะ เราสะสมหนังสือภาพที่เน้นภาพประกอบสไตล์กราฟิคและออกแนวเด็กๆ ใสๆ หน่อย สามารถเข้าไปดูหนังสือที่สะสมได้ที่เพจ คนบ้าหนังสือ(สวย)ที่เราเองเป็นแอดมิน ชอบดูการใช้สี ลายเส้น การวางองค์ประกอบภาพ การเล่าเรื่อง บางทีเวลาคิดงานไม่ออกก็จะไปรื้อตู้ขนหนังสือมานั่งเปิดดู แล้วเราก็จะค่อยๆ ได้ไอเดียของเราออกมาเอง อีกแรงบันดาลใจนึงคือการอยู่ในแวดวงของคนที่รักงานศิลปะ ได้พูดคุยได้แชร์กัน การที่เห็นคนอื่นทำงานจะกระตุ้นให้เราพยายามในส่วนของเราไปด้วย 🙂

มีบ้างไหมที่รู้สึกแรงบันดาลใจหายไป ถ้ามีแล้วคุณแมวแก้ไขปัญหาอย่างไรคะ

ถ้าวันไหนคิดอะไรไม่ออก ไม่อยากทำงาน ที่ผ่านมาเราจะออกไปข้างนอกค่ะ ไปร้านหนังสือเสียส่วนใหญ่ หรือไม่ก็ไปเดินดูของสวยๆ หรือไปช้อปปิ้ง การออกไปข้างนอกช่วยได้มากสำหรับคนทำงานอยู่กับบ้านอย่างเรา เพราะอยู่แต่ในห้องบางทีมันก็เบื่อโดยเราไม่รู้ตัว แต่บางครั้งเราก็จะรู้สึกผิดที่ไม่ได้งานแถมออกไปเสียเงิน อีกวิธีหนึ่งคือการบังคับตัวเองให้เริ่มงาน อาจจะดูโหดนิดๆ แต่บางครั้งเราก็ไม่ได้ไร้แรงบันดาลใจอะไรหรอก เราแค่ขี้เกียจเท่านั้นก็มีนะ ฉะนั้นถ้าเราสามารถเริ่มงานได้และมีสมาธิกับมันเราก็จะเริ่มสนุกและมีแรงบันดาลใจที่จะทำงานใหม่ๆ สดๆ ต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทู่ซี้ทนทำไป เราต้องรู้ตัวเอง ถ้าแน่ใจว่าวันนี้ไม่ได้แน่ก็ออกไปข้างนอกเถอะ สัมภาษณ์ร้าน MerryDay

ทราบมาว่าคุณแมวมีการฝึกวาดรูปทุกวันด้วยโปรเจค Draw Everyday ช่วยเล่าเกี่ยวกับโปรเจคนี้ให้ฟังได้ไหมคะ

โปรเจคนี้มาจากโปรเจค 365 days I draw ที่เริ่มเมื่อปี 2010 ค่ะ ตอนนั้นตั้งใจวาดตามหัวข้อทุกวันให้ได้ 365 วัน แต่วาดตามหัวข้อมันยาก และเรายังไม่สามารถทำให้เป็นนิสัยได้เลยหยุดวาดไปที่ประมาณรูปที่ 147 เว้นช่วงไปเกือบปี ระหว่างนั้นก็คาใจมาตลอดเพราะเราทำโปรเจคไม่สำเร็จ พอเข้าช่วงที่บ้านเมืองไม่สงบมีแต่ข่าวคนทะเลาะกัน เราไม่มีความสุข รู้สึกว่าชีวิตไม่มั่นคง วันหนึ่งก็หยิบปากกาเริ่มวาดอีก พอวาดทุกวันไปสักเดือนนึงก็รู้สึกชีวิตดีขึ้น ไม่ค่อยกังวล มีความสุข ก็เลยตั้งใจว่าทุกวันจะต้องมีรูปวาดลงเพจ คราวนี้ไม่มีหัวข้อ อยากวาดอะไรก็วาดเลย ขอให้ได้วาด ตั้งชื่อไว้ว่า draw everyday ตอนนี้วาดรูปในโปรเจคนี้ได้ 189 รูปแล้ว พยายามวาดทุกวันจนติดเป็นนิสัย ก่อนนอนต้องมีรูปวาดลงเพจ โปรเจคนี้ช่วยได้มากในเรื่องสมาธิและการไม่ยึดติด จากแต่ก่อนที่เหมือนจะรอให้รูปสวยตามความคิดของเราก่อนถึงจะแปะขึ้นเพจ draw everyday ทำให้เราไม่คิดมากเรื่องความสมบูรณ์แบบ เพราะคุณไม่สามารถวาดรูปที่สวยที่สุดได้ภายในครึ่งชั่วโมงหรอก และไม่ใช่วัตถุประสงค์ของโปรเจคด้วย เราไม่ได้อยากได้ภาพที่สวยที่สุด แต่เราอยากได้ภาพที่เป็นตัวเราที่สนุกกับการวาดทุกวันต่างหาก ผลพลอยได้ที่เกี่ยวเนื่องกับแบรนด์ MerryDay ก็คือเรามีไอเดียสะสมในสมุดวาดทุกวัน สามารถนำมาต่อยอดทำงานการ์ดหรือสินค้าชนิดอื่นได้โดยไม่ยาก ยิ่งตอนนี้หัดวาดสีน้ำก็ยิ่งสนุก สามารถตามดูภาพวาดทุกวันได้ที่ MerryDay Page หรือ instagram @onmerryday ค่ะ

อะไรคือสิ่งที่คุณแมวคิดว่ายากที่สุดในการทำธุรกิจนี้

สำหรับเราคือการทำการตลาดและโฆษณาค่ะ อย่างที่บอกว่าเราไม่ถนัดเรื่องการทำตลาด เรื่องธุรกิจเท่าไหร่ เมื่อก่อนไม่ค่อยกล้าประชาสัมพันธ์ตัวเอง แต่ตอนนี้ก็พยายามมากขึ้น และคิดว่าการทำธุรกิจ การโฆษณาก็น่าจะเป็นเรื่องที่เราออกแบบเองได้ หมายถึงทำในสไตล์เราเอง ไม่กดดันกับการโฆษณาในแบบของคนอื่น

เคยรู้สึกไม่มั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองบ้างหรือไม่คะ แล้วจัดการความรู้สึกนั้นอย่างไร

ช่วงปีแรกๆ ที่ทำ MerryDay รู้สึกไม่มั่นใจบ่อยเลยค่ะ เพราะเป็นงานที่ไม่ได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ และเรายังไม่เจอสไตล์ของตัวเองแบบชัดๆ ช่วงนั้นก็จะเน้นทำงาน freelance เป็นรายได้หลักไป พอสองปีหลังหัดวาดทุกวันมากขึ้น เริ่มมั่นใจในสไตล์ตัวเอง คนรู้จักมากขึ้น เราก็อยากเห็นอนาคตตัวเองอยู่กับ MerryDay เป็นหลัก มีความรู้สึกว่าในเมื่อทิ้งมันไปไม่ได้ ก็อย่าทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ทำให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า เวลาที่รู้สึกไม่มั่นใจก็จะใช้วิธีวาดฝันว่าต่อไปฉันจะทำสำเร็จยังไงบ้าง อาจจะฟังดูเพ้อๆ แต่ก็มีหลายอย่างที่เราสามารถทำสำเร็จตามที่ฝันมาแล้ว เช่น ทำ workshop ไปเปิดร้านขายของ ได้เป็น guest blogger ในบล๊อกของ flow magazine ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ยังไม่ต่อเนื่องกันเป็นภาพใหญ่เท่าไหร่ แต่เราก็ต้องอาศัยความมุ่งมั่นทำให้เป็นภาพใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ให้ได้สักวัน มันเป็นเรื่องของความมุ่งมั่นล้วนๆ นะ สัมภาษณ์ร้าน MerryDay

คุณแมวแบ่งเวลาส่วนตัว เวลางาน อย่างไรบ้างคะ

เราโชคดีที่ช่วงหลังๆ งานที่ได้รับจะเป็นงานในสไตล์ของ MerryDay ค่ะ ลูกค้าส่วนใหญ่จะเห็นตัวอย่างงานจากหน้าเพจ MerryDay แล้วชอบ ก็อยากได้งานในสไตล์นั้นบ้าง ก็เหมือนกับว่าเราทำงานของ MerryDay เสียส่วนใหญ่ ในเรื่องของการแบ่งเวลา จะพยายามแบ่งเวลาทำงานให้อยู่ภายในช่วงเวลาทำงานของชาวออฟฟิศนี่แหละ คือตื่นเช้าเริ่มงานประมาณ 8.30 หรือ 9 โมง พักเที่ยง พักคอมพิวเตอร์ เริ่มงานอีกทีบ่ายโมงถึง 6 โมงเย็น เมื่อก่อนถ้างานไม่เสร็จจะไม่หยุดซึ่งไม่เป็นผลดีกับสุขภาพ ตอนนี้ 6 โมงก็เลิกค่ะ จะวาดหรือสเก็ตช์ต่อก็ว่ากันไปแต่จะไม่คิดงานหลังจากนั้น ไม่งั้นสมองจะไม่ได้พักแล้วเราจะไม่อยากทำงานวันรุ่งขึ้นนะ

คุณแมวคิดว่าการตลาดแบบไหนที่ได้ผลดีที่สุด

การทำผลงานออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องค่ะ ใช้ตัวผลงานที่เราพยายามพัฒนานี่แหละเป็นตัวโฆษณา การพูดถึงเบื้องหลังวิธีการทำก็เป็นจุดดึงดูดที่ดีเหมือนกัน เราคนทำสนุกกับการพูดถึงงานที่เราทำและเป็นการทบทวนแก้ไขขั้นตอนการทำงานของเราไปในตัว คนอ่านคนตามก็จะได้ความรู้ความเข้าใจว่างานชิ้นนั้นชิ้นนี้ของเราผ่านความคิดลำดับขั้นตอนมายังไง ถ้าคนที่สนใจงานด้านนี้อยู่แล้วก็จะรู้สึกสนุกกับเราไปด้วย

ถ้าย้อนกลับไปเปิดร้านใหม่ได้ คุณแมวอยากแก้ไขหรือทำอะไรใหม่บ้างคะ

ตอบยากเหมือนกัน เพราะทุกสิ่งมันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่เรามีในช่วงเวลานั้นๆ ค่ะ ช่วงที่เราเปิดร้านใหม่ๆ เรายังไม่มีความรู้ ร้านก็จะเป็นไปตามแบบที่เรายังไม่รู้อะไร ถ้าเป็นไปได้ก็อยากนั่งไทม์แมชชีนเอาประสบการณ์ ณ ปัจจุบันไปช่วยพัฒนาร้านในตอนนั้นนะ 🙂

อยากแนะนำอะไรให้กับเพื่อนๆ ที่กำลังจะเปิดร้านใหม่ไหมคะ

ความอดทนมุ่งมั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่เราต้องรู้ตัวด้วยว่าสิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เราสามารถอยู่กับมันได้ทั้งชีวิต หรืออย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นตัวเองที่สุด อย่าเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่น ให้เปรียบเทียบตัวเราในอดีตกับตัวเราในปัจจุบัน ว่าเราพัฒนาขึ้นไหม ยังมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า ความสุขในสิ่งที่เราทำมันจะแสดงออกมาในตัวงาน และจะดึงดูดคนให้เข้ามาสนใจงานเราค่ะ

เพื่อนๆ ที่สนใจจะติดต่อ Merryday ได้อย่างไรบ้างคะ

ตอนนี้สามารถติดต่อหรือตามงานได้ทุกวันบนหน้าเฟส MerryDay ถ้าถนัด instagram มากกว่าก็เจอกันได้ ร้านที่ etsy จะเน้นสำหรับคนที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าสนใจงานชิ้นไหนสามารถสอบถามโดยตรงได้ที่ onmerryday@gmail.com ส่วนบล๊อกจะเน้นเขียนภาษาอังกฤษเพื่อฝึกภาษาค่ะ หนูเมอรี่มี Line sticker ด้วยนะคะ ค้นชื่อ MerryDay หรือ โหลดได้ที่ http://line.me/S/sticker/1029081

Product Pyramid

Product Pyramid

ในเว็บขายสินค้า Scrapbook ร้านนึงจะมีการแจกไฟล์ printable ทุกๆ เดือน เป็นกระดาษสำหรับ Scrapbook ลายน่ารักๆ ที่เราสามารถไปพิมพ์ใช้เองที่บ้านได้ โดยเราต้องกรอกอีเมล์ให้เค้าก่อนเพื่อรับไฟล์นั้น หลังจากนั้นทางเว็บนั้นก็จะส่งไฟล์กระดาษแบบใหม่ๆ มาให้ บางทีก็เป็นโปรโมชั่นแนะนำสินค้าใหม่ๆ รูปจากลูกค้าคนอื่นๆ จนสุดท้ายเตยก็สั่งซื้อสินค้าจากเว็บนี้เพราะรู้สึกไว้ใจ แถมยังเป็นจังหวะที่มีโปรโมชั่นพอดี จากนั้นทางเว็บก็ส่งอีเมล์แนะนำคอร์สออนไลน์ที่สอนเกี่ยวกับการใช้สินค้าที่เราซื้อไปมาให้เตยก็เลยซื้อมาเพราะชอบสไตล์งานของที่นี่ และสินค้าเองก็เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เราซื้อไปแล้วโดนตรงด้วย

เรื่องที่เล่ามานี้เป็นเรื่องแรกที่แวบเข้ามาในหัวระหว่างที่ได้ฟังเรื่อง Product Pyramid ซึ่งเป็นวิธีการวางแผนผลิตสินค้าให้ Product line ของเราว่าเราจะขายอะไรบ้างดี ราคาประมาณไหน แล้วสินค้าแต่ละตัวจะช่วยส่งเสริมกันได้อย่างไรบ้างค่ะ วิธีการนี้ทำให้คนที่สนใจสินค้าเราอยู่แล้วซื้อสินค้าเรามากขึ้นไปอีกเหมือนเป็นการต่อยอดรายได้อีกทางนึงด้วย

ถ้าหากดูตามรูปที่วาดให้แล้วปีระมิดอันนี้จะแบ่งเป็น 3 ชั้น ดังนี้

  1. สินค้าชั้นล่างสุด มีขนาดกว้างที่สุดหมายถึงจะมีลูกค้าได้รับสินค้าชั้นนี้เยอะที่สุด และสินค้าควรมีราคาถูกที่สุดหรืออาจจะเป็นสินค้าแจกฟรี ซึ่งอาจเป็นได้หลายๆ อย่างและไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของสินค้าจริงๆ ที่จับต้องได้ก็ได้ เช่น แจกแพทเทิร์นสำหรับถัดนิตติ้งหรือโครเชต์เป็นไฟล์ PDF, ที่คั่นหนังสือ, วิดีโอสอนทำเครื่องประดับ ในสินค้าระดับนี้เราเน้นแจกให้คนจำนวนมากที่สุดเพื่อให้คนรู้จักเรามากๆ และทำให้คนไปซื้อสินค้าในชั้นถัดไป
  2. สินค้าชั้นที่ 2 เป็นสินค้าหลักของร้านที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มขายสินค้าจากระดับนี้กัน เช่น กระเป๋า, เสื้อผ้า, รูปภาพ, เครื่องประดับต่างๆ ถ้าหากลูกค้าถูกใจสินค้าในชั้นนี้มากก็มักจะต่อยอดมาซื้อสินค้าในชั้นถัดไปค่ะ
  3. สินค้าชั้นบนสุด เป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดและจะมีจำนวนลูกค้าน้อยที่สุด มักเป็นสินค้าที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เป็นสินค้าที่ทำตามสั่ง เช่น สร้อยคอที่จี้เป็นชื่อเรา, เสื้อที่มีลายตามที่ลูกค้าต้องการ หรืออาจเป็นสินค้าที่ต้องใช้ความรู้ที่ลึกกว่าปกติ เช่น คอร์สสอนเพ้นท์ภาพ, เป็นที่ปรึกษา เป็นต้น

ตัวอย่างสินค้าตาม Product Pyramid

ตัวอย่างที่ 1 ชั้นแรกเป็นไฟล์ดิจิตอลแพทเทิร์นสำหรับถัก Crochet ทำกระเป๋าเงินใบเล็กๆ ชั้นกลางคอร์สสอนถักโครเชต์ ชั้นสุดท้ายเป็นบริการสอนโครเชต์ตัวต่อตัว หรือเป็นบริการถักเสื้อตามสั่งตามไซส์ที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นคนที่เพิ่งเริ่มหัดทำโครเชต์พอเห็นว่ามีแพทเทิร์นแจกฟรีก็จะมาดาวน์โหลดไปให้ โดยเราสามารถให้คนที่สนใจลงชื่อหรืออีเมล์เพื่อใช้ในการส่งไฟล์แพทเทิร์นให้ทางอีเมล์ โดยในไฟล์ที่ส่งไปอาจมีหน้านึงที่เล่าถึงตัวเราเองว่าร้านเราทำอะไรบ้างและแนะนำสินค้าในชั้นที่สองคือคอร์สสอนถักโครเชต์ หากลูกค้าสนใจคอร์สสอนถักโครเชต์ ในคอร์สที่เราสอนเราก็แนะนำสินค้าชั้นที่สามให้กับลูกค้าได้

ตัวอย่างที่ 2 เราให้สินค้าชั้นแรกเป็นที่คั่นหนังสือที่แจกเวลาไปขายสินค้าตามงานอีเว้นท์ต่างๆ แล้วเราขายสมุดทำมือที่แนบนามบัตรที่เกี่ยวกับคอร์สสอนอยู่เหมือนเป็นการแนะนำลูกค้าที่มีความสนใจสินค้าของเราให้ค่อยๆ ซื้อสินค้าเราตามที่เราแนะนำไป

แบบฝึกหัด

  1. ลองเขียนออกมาว่าสินค้าแต่ละชั้นนั้นจะมีสินค้าอะไรได้บ้าง อาจเป็นสินค้าที่มีอยู่แล้ว หรือไอเดียสินค้าใหม่
  2. เขียนวิธีเชื่อมโยงสินค้าแต่ละขั้น เช่น ใช้ newsletter, แนบคูปองส่วนลดไปกับสินค้าที่เราส่งให้ลูกค้า, นามบัตรที่แนะนำคอร์สสอนทำสินค้า
  3. comment แบ่งปันไอเดียของตัวเอง จะได้ช่วยกันดู ช่วยกันแนะนำและแก้ไขค่ะ 🙂
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy ประมาณ 1 เดือน

ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy ประมาณ 1 เดือน

 จากเมื่อปลายปีที่แล้วมีคนมาถามใน Facebook page ของ HandmadeBiz ค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับการใช้ Search Ads ของ Etsy ว่าได้ผลหรือไม่อย่างไร แต่ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มใช้ Search Ads เลยยังตอบอะไรมากไม่ได้ พอตอนนี้ใช้ได้ครบเดือนแล้วเลยคิดว่ามารีวิวให้เพื่อนๆ ประกอบการตัดสินใจและเล่าถึงข้อสังเกตต่างๆ ที่เจอระหว่างใช้ก็น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ หลายคน
ต้องบอกก่อนว่าเตยทดลองใช้กับสินค้าในร้านเตยที่มีสินค้าแค่ประมาณ 10 ชิ้นและเพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือนนะคะ ดังนั้นอาจจะมีข้อแตกต่างกันอยู่กับคนที่มีสินค้าเยอะๆ หรือเปิดมานานแล้ว

Search Ads คืออะไร

เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บ Etsy ในหน้าของผลการค้นหาจะมีสินค้าในแถวแรกที่มีสีพื้นหลังสีฟ้าและถูกเรียกว่า Sponsored นั่นคือสินค้าที่ใช้ Search Ads ซึ่งคือการที่เจ้าของร้านไปซื้อโฆษณากับทาง Etsy เมื่อมีคนค้นหาคำที่เจ้าของร้านกำหนดสินค้าก็จะแสดงขึ้นมา
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ใน Etsy เป็นเวลา 1 เดือน

วิธีการใช้ Search Ads ใน Etsy

สามารถเข้าไปดูหรือเปิดใช้ได้ที่ Your Shop > Search Ads จากเมนูบนด้านขวา เมื่อกดเข้าไปแล้วเจอรายละเอียดเกี่ยวกับ Search Ads โดยบนสุดจะมีให้เลือกว่าจะโปรโมทสินค้าทั้งหมดหรือไม่ ถ้าต้องการโปรโมททั้งหมดในร้านก็เลือก All items in my shop แต่ถ้าต้องการเลือกแค่บาง section ในร้านก็เลือก All items from a section in my shop และถ้าต้องการโปรโมทแค่บางชิ้นในร้านก็ให้เลือก Spectific items from my shop
หลังจากนั้นก็จะมีคำที่ถูกเลือกมาโดยอัตโนมัติจาก tag ที่เราใช้ในสินค้าเราอยู่มาแล้วมาให้โดยที่เราสามารถเพิ่มหรือลดได้เองโดย keyword ที่แสดงนั้นเป็นคำที่ถูกเลือกจาก ชื่อสินค้าและ tag ที่เราใช้ในสินค้า เราสามารถลบคำที่ไม่เกี่ยวข้องได้ แต่ว่าไม่สามารถเพิ่มคำได้เอง
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน
ถัดมาก็จะมีให้เราเลือกงบประมาณของเราได้ว่าจะจ่ายได้มากที่สุดกี่เหรียญต่อสัปดาห์ โดยจะมีบอกว่าจะมีคนเห็นสินค้าของเรากี่ครั้งเรียกเป็น impressions อย่างในภาพนี้คือ 7 เหรียญก็จะมีคนเห็น 5,263 ครั้ง อย่างไรก็ตามถ้า Keyword เราเลือกไม่ใช่คำที่มีคนนิยมหาแล้วยอดคนเห็นสินค้าก็จะน้อยเรา เราก็จะไม่โดนคิดเงินไม่ถึง 7 เหรียญนี้
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน   ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน

สุดท้ายของหน้าจะสรุปให้ว่าเราโปรโมทไปกี่คำ ราคาเท่าไหร่ และ Ads ของเราจะเริ่มเมื่อไหร่ ถ้าเราดูทั้งหน้าแล้วโอเคก็สามารถกด Start Promoting เพื่อเริ่มโฆษณาสินค้าเราได้เลย

ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน
หลังจากนั้นเมื่อครบ 1 เดือนก็จะมีบิลมาบอกว่า เราต้องเสียค่าโปรโมทเท่าไหร่บ้าง พอดีคำที่เลือกไม่ใช่คำที่มีคนใช้เยอะ เพราะลูกค้าเป็นคนเฉพาะกลุ่มมากๆ ก็เลยจ่ายไม่มาก โดยอาทิตย์สุดท้ายจะมากสุดเพราะเตยเลือกคำที่ค่อนข้างทั่วไป เช่นคำว่า “Christmas” และ “Graphic” ทำให้มีจำนวน Views มากกว่าอันอื่นๆ
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน

เปรียบเทียบผล View ที่ได้จาก Search Ads ระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

จากรูปที่เห็นข้างล่างนี้เป็นกราฟ 4 เส้น โดยที่ 2 เส้นสีม่วงและสีฟ้าเป็นสีของเดือนพฤศจิกายนที่ใช้ Search Ads และสีเทาก็เป็นของเดือนตุลาคมที่ไม่ได้ใช้ค่ะ ในช่วงอาทิตย์แรกเลือกคำที่ไม่ได้เยอะมาก และถ้าสังเกตเส้นสีม่วงซึ่งเป็นจำนวนคนเข้าชมสินค้าในช่วงหลังจะสูงกว่าช่วงแรกๆ และเท่าที่ลอง Search สินค้าตัวเองก็เจอสินค้าตัวเองตลอดในหน้าแรกๆ นะคะ แต่พอเริ่มใช้ทั่วไปอย่างคำว่า “Christmas” ในอาทิตย์สุดท้ายแล้วลองหาคำนี้ดูก็จะเจอในหน้าหลังๆ ประมาณหน้า 6-10 ซึ่งน่าจะเกิดจากมีคนเลือกคำนี้เยอะในช่วงนั้นทำให้เราโดนดันมาหน้าหลังๆ มากขึ้น
ส่วนวันที่ 21 ที่มีจำนวน view เพิ่มสูงขึ้นมาเลยนั้นไม่เกี่ยวกับ Search Ads แต่เกิดจากการโปรโมทสินค้าที่เพิ่งลงไปช่วงนั้นทาง Social Media และ Newsletter ค่ะ
Etsy Search Ads : compare views from October to November

เปรียบเทียบ Favorite ที่ได้จาก Search Ads ระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

ดูจำนวนคนเข้าชมแล้วลองมาดู Favorite ที่ได้จาก Search Ads กันบ้างนะคะ อันนี้ค่อนข้างเห็นชัดเลย ก่อนหน้านี้ร้านไม่เคยโปรโมทที่ไหนเลยและมีสินค้าค่อนข้างน้อยทำให้ไม่ค่อยมี Favorite เท่าไหร่ พอเริ่มใช้ Search Ads ก็ยังไม่ได้มีผลอะไรโดยเฉพาะในช่วงแรก แต่กลับได้ผลมากกว่าในช่วงหลังที่สินค้ามีเยอะขึ้นและหลากหลายขึ้น
Etsy Search Ads : compare favorite from October to November

ความเห็นเกี่ยวกับ Search Ads  ของ Etsy

ต่อไปนี้จะเป็นแค่ความคิดเห็นจากการที่ใช้มา 1 เดือนซึ่งไม่ได้เป็นเวลาที่นานมาก ดังนั้นผลอาจไม่เหมือนกับคนที่ทำอย่างสม่ำเสมอและทำมานานแล้ว

  • ได้ผลมากกว่าเมื่อมีสินค้าจำนวนมากและหลากหลาย อย่างไรก็ตามคนที่มีสินค้าจำนวนไม่มากก็สามารถใช้ได้แต่อาจจะไม่ได้ผลมากเท่าคนที่มีสินค้ามาก คือคนที่มีสินค้ามากจะทำให้ดึงดูดให้ลูกค้ากด favorite ได้มากกว่าเพราะเค้าอาจจะเข้าไปในหน้าสินค้าแล้วก็เห็นว่า เอ๊ะ สินค้าชิ้นอื่นในร้านนี้ก็น่าสนใจนะ กดตามร้านนี้ไว้ดีกว่า แต่ในคนที่มีสินค้าน้อยกว่าการใช้  Search Ads น่าจะเป็นในแง่ของการทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าบ่อยๆ มากกว่าซึ่งก็ทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจ อย่างที่เคยมีผลการวิจัยออกมาว่าลูกค้าจะเห็นสินค้าเฉลี่ย 7 ครั้งก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้า (ถ้าเลขผิดขออภัยนะคะ) แต่ประเด็นคือลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าในครั้งแรกที่เห็น การทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าบ่อยๆ ก็เป็นอีกทางในการโฆษณาสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเปิดร้าน
  • เลือก keyword ให้เหมาะกับสินค้า ถ้าเลือกคำที่ไม่เกี่ยวข้องมากไปคนอาจจะเห็นสินค้าเราเยอะแต่ไม่ได้มีความสนใจที่จะซื้อสินค้าของเรา โดยอาจเริ่มคิดจากว่า ใครที่เราต้องการให้เค้าซื้อสินค้าเรา เป็นผู้หญิง ผู้ชายแบบไหน อายุเท่าไหร่ สนใจอะไรบ้าง แล้วเราก็มาคิดต่อว่าถ้าเค้าจะค้นหาสินค้าของเราเค้าจะค้นด้วยคำว่าอะไร เช่น เค้าจะซื้อกระเป๋าเค้าจะหากระเป๋าโดยใช้คำว่าอะไร แต่ถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษแนะนำให้ลองใช้คำที่เราคิดว่าใช่ไปค้นก่อนว่าสินค้าที่ออกมานั่นใกล้เคียงกับของเราไหม เป็นประเภทสินค้าแบบเดียวกันไหมก็ได้ค่ะ
    แต่ถ้าคำที่ระบบเลือกมาให้ไม่มีคำที่เราต้องการเลย ให้กลับไปแก้ tag และชื่อสินค้าให้มีคำนี้ แล้วมันจะแสดงขึ้นมาเองค่ะ
  • รูปสินค้าก็สำคัญมากๆ อันนี้ไม่ว่าจะทำ search ads หรือไม่ แต่รูปนั้นสำคัญเสมอ เพราะถ้ารูปไม่สวยก็ดึงดูดคนมาได้น้อยกว่า พอใช้ Search ads แล้วคนอาจจะเห็นสินค้าเรามากขึ้นแต่พอรูปไม่สวยเค้าก็จะไม่สนใจสินค้าของเรา ทำให้เราไม่ได้รับผลลัพท์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเงินที่เราจ่ายไป
  • ควรปรับปรุงร้านให้ดีก่อนทำ Search Ads ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นโฆษณาร้านที่ไม่สมบูรณ์ของเราไม่ลูกค้า ลูกค้าก็จะจดจำเราแบบนั้น อย่างน้อยๆ ควรมีข้อมูลให้ครบ มีหน้า About page มีหน้า policy มี tag ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้า
NOTE : เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา Etsy ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนจาก Cost Per Impressions (CPM)  ซึ่งเราต้องจากค่าโฆษณาจากการมองเห็นเป็น Cost Per Click (CPC) คือต้องจ่ายค่าโฆษณาที่มีคนคลิ๊ก แปลว่าค่าโฆษณาเราจะถูกลงเพราะถึงแม้ลูกค้าจะเห็นสินค้าแต่ถ้าไม่ได้กดคลิ๊กเราก็ไม่ต้องจ่าย ถือว่าเป็นข่าวดีเลยค่ะ เพราะลูกค้ามักจะซื้อสินค้าเราเมื่อเห็นสินค้าเราบ่อยๆ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเราน้อยลง การเปลี่ยนนี้จะเริ่มวันพรุ่งนี้วันที่ 2 เมษายน 2556 นะคะ
ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 5 : ขายแบบออฟไลน์

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 5 : ขายแบบออฟไลน์

การขายแบบออฟไลน์ คือการเปิดร้านจริงๆ ขาย ไม่ว่าจะขายในตลาดนัด ร้านในห้าง ถ้าลูกค้าสามารถมาเดินดูจับต้องของได้ ก็เป็นการขายแบบออฟไลน์ บางร้านจะใช้วิธีเปิดร้านเป็นบางครั้งตามงาน Event ต่างๆ แต่เวลาอื่นๆ ก็จะขายออนไลน์ไปด้วย ในส่วนของการขายออฟไลน์แบบนี้เตยไม่ถนัดก็เลยขอให้ พี่เอ็ม เจ้าของร้าน Phicico ตุ๊กตาปั้นจิ๋วซึ่งขายแบบออฟไลน์มานานหลายปีแล้วมาเป็นผู้เขียนให้เพื่อนๆ นะคะว่าการขายในแต่ละสถานที่นั้นมีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้าง แต่ก่อนอื่นขอแนะนำร้าน Phicico ให้รู้จักกันก่อนนะคะ

Phicico ขายตุ๊กตาปั้นดิน เริ่มต้นจากการขายออฟไลน์

Phicico เริ่มจาก คุณอลงกต (พี่ชายพี่)และ ธนบดินทร์ สกุลอารีย์มิตร (ตอนนั้นอยู่ปี1)ได้ลองทำตุ้กตาปั้นจากดินเล่นๆ เพื่อที่จะนำไปขายงานกิ๊ฟ มหาลัยศิลปากร ซึ่งในวันแรกที่ทำไปขายนั้น สามารถทำได้แค่ 3ตัว ในวันแรก ตอนไปขายก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ปรากฏว่า ขายได้หมดทั้งสามตัวและหมดไวมาก ก็เลยคิดว่า เออ ลองทำดูอีกละกัน วันที่สองทำได้รวม 11 ตัว ก็สามารถขายได้หมดเช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้นขึงเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ จึงเริ่มทำงานปั้นเรื่อยมาแต่ยังไม่มีที่จะขายก็เลยทำเก็บไว้ สะสมประสบการณ์ ซึ่งผู้ใหญ่ในบ้าน หรือคนรู้จักก็มักจะคอยพูดว่า “ของแบบนี้จะขายได้หรอ” “ของแบบนี้ ใครมันจะไปซื้อ” คำพูดเหล่านี้ ก็เหมือนเป็นแรงกระตุ้นเล็กๆ มันจึงเป็นจุดเริ่ม ที่ทำให้เราพยายามที่จะทำให้มันจริงจังขึ้นมา

ประกอบกับความโชคดี ที่ตอนนั้น กระแส “อินดี้” พึ่งมาใหม่ๆ ทาง เซ็นเตอร์ พ๊อย สยามสแควร์ มีจัดกิจกรรมให้นักศึกษา สามารถมาขายของได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จึงถือว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ เพราะได้ขายในสถานที่ๆ วัยรุ่นนิยมมากที่สุด ในสมัยนั้น เวลาผ่านไป ก็ได้เริ่มมีการพัฒนาสินค้าไปเรื่อยๆ จากพวงกุญแจ อย่างเดียว ก็เริ่มเพิ่มพวงต่างหู เข้าไปด้วย เพราะการขายสินค้าให้ผู้หญิงนั้นค่อนข้างง่ายกว่า

เวลาผ่านไป งานอินดี้อินทาวน์ ก็ได้มาถึงจุดสุดท้ายและไม่ได้จัดอีกต่อไป ทำให้ต้องเริ่มมีการหาสถานที่ขายสินค้าใหม่ โชคดีเพื่อนคุณพ่อรู้จักกับร้าน A.m.p. ที่สวนจตุจักร ขึ้นได้ไปอาศัยขายอยู่หน้าร้านเค้า ซึ่งได้ขายในทำเลที่เรียกได้ว่า ดีที่สุดของสวนจตุจักร เมื่อขายได้สักระดับหนึ่งและเริ่มถึงจุดอิ่มตัว จึงได้มีการหาช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย โดยได้มีขายที่ B-trend ในเครือของ the mall ซึ่งทำให้ได้วางขายสินค้าในห้างสยามพารากอน นอกจากขายในห้างแล้ว ก็เริ่มทำส่วนของเว็บไซต์เพิ่มเติมที่ www.phicicodoll.com เพื่อเป็นส่วนเติมเต็มของธุรกิจขึ้นไป ในปัจจุบัน กำลังขยายสินค้าให้มากขึ้น โดยเพิ่มสินค้าจำพวกของตกแต่งบ้านเข้าไป

——–

ข้อดีของการขายงานฝีมือแบบ Offline

  1. ได้พบปะลูกค้าโดยตรง สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เลย เช่นถ้าลูกค้าอยากให้เราแก้ไขตรงไหน เราก็สามารถแก้ไขได้ หรือเก็บไว้เป็นไอเดีย เพื่อพัฒนาร้านต่อไป
  2. มีลูกค้าประจำ เกิดการซื้อซ้ำได้ เพราะมีแหล่งที่ตั้งที่ถาวร
  3. ลูกค้าได้เห็นสินค้าจริง จึงง่ายแก่การตัดสินใจ
  4. สามารถรู้ได้ว่าสินค้าที่เราขายอยู่นั้นปัจจุบันมีคนสนใจน้อยมากขนาดไหน

ข้อเสียของการขายงานฝีมือแบบ Offline

  1. อาจน่าเบื่อมากๆ สำหรับร้านที่มีช่วงเวลาขาย เช่นร้านที่อยู่ใกล้ออฟฟิตต่างๆ เพราะคงจะขายได้แค่ในเวลาพักเที่ยง หรือหลังเลิกงาน แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่นาน แต่คุณอาจต้องไปอยู่เฝ้าร้านทั้งวัน
  2. สถานการณ์ต่างๆนั้นค่อนข้างมีผล เช่น สถานการณ์ต่างๆทางการเมือง สภาวะคนไม่มีเงิน คนไม่อยากซื้อของเป็นต้น

ข้อควรระวังในการขายงานฝีมือแบบ Offline

  1. ศึกษาพื้นที่ ทำเล บริเวณโดยรวม กลุ่มลูกค้า ให้ดีก่อนทำการค้าขายแบบนี้ เช่นคงจะไม่เหมาะแน่ๆ ถ้าเอาเสื้อ หรือกระเป๋า ราคาหลายพันบาท ไปขายในพื้นที่ๆ ที่เป็นกลุ่มชาวบ้านธรรมดา หรือเอาอาหารสุดหรูไปขาย จานละหลายร้อย แต่คนบริเวณนั้น ค่าครองชีพไม่มากพอ
  2. ถ้าอยากค้าขาย อย่าอาร์ตมาก จงเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา บางอย่างเรามองว่าดี แต่ลูกค้าอาจจะไม่ชอบเลยก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่เสียความเป็นตัวของตัวเอง จนไปทำตามตลาดหมด ถ้าทำเช่นนั้น คุณก็จะทำได้แค่ สู้ด้วยเรื่องราคา ซึ่งร้านคุณ ก็จะไม่มีอะไรเด่นเลย เจอกันครึ่งทาง ย่อมดีที่สุด แก้ไข ปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยที่ไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง
  3. พ่อค้าแม่ขายที่ดีก็ระวังกันด้วยนะจ๊ะ อย่าไปเผลอวีนลูกค้าเข้าละ เพราะขายกันแบบนี้มาเจอหน้าร้านกันตรงๆ บางครั้งกริยาบางอย่าง คำพูดบางคำพูด ก็ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกได้น้า ยกเว้นสินค้าคุณเมพแล้ว ลูกค้าต้องง้อคุณก็อีกเรื่องนะจ๊ะ แต่ก็ไม่ควรทำอยู่ดีแหละ ลูกค้าที่รักจะได้อยู่กับเราไปนานๆ
  4. อาจมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จากร้านใกล้เรือนเคียงที่ก๊อบสินค้ากันหน้าด้านๆด้วยนะจ๊ะ ฉะนั้นโปรดระวังเรื่องนี้ด้วย จนนำไปสู่ สงครามราคากันต่อไป
  5. หน้าตาพ่อค้าแม่ค้า ก็มีผลนะค่ะ ทุกๆคนคงเคยเห็นพ่อค้าที่หน้าตาไม่รับแขก คงจะพอนึกออกกันนะค่ะ ฉะนั้นเราก็ไม่ควรที่จะไปทำแบบนั้นกับลูกค้าของเรา(อะไรที่เราเจอมาแล้วไม่ประทับใจ ก็อย่าเผลอไปทำกับคนอื่นละ)
  6. หน้าตาพ่อค้าแม่ค้า อีกแบบหนึ่งก็คือความสวยความหล่อนั่นเอง ใครว่าไม่มีผลละ อันนี้สำคัญมากเลยน้า ขนาดร้านปังเว้ยเฮ้ย เปิดร้านแรกๆ ยังมีการจ้างพริตตี้มาขายขนมปังเลย จนทำให้ร้านดังมาได้จนถึงทุกวันนี้ หรือถ้าน้องๆหนูๆขายของกันในมหาลัย ก็อย่าลืมหาเพื่อนๆหล่อๆ สวยๆ มายืนช่วยขายอยู่ข้างๆก็ได้ แล้วของจะขายได้ง่ายขึ้น(ความอยากต่อสินค้าจะลดน้อยลง ลูกค้าจะซื้อแล้วเดินจากไปด้วยตาเยิ้มๆแบบงงๆ)

Phicico ตุ๊กตาปั้นจิ๋ว

สำหรับร้านค้าแบบ offline นั้น อาจแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆได้ประมาณนี้

การขายงานฝีมือแบบ Offline โดยมีหน้าร้านของตัวเอง

ข้อดีของการมีหน้าร้านของตัวเอง

  1. จัดแต่งได้ง่าย บริหารได้ง่าย ในพื้นที่ของเราเอง หรือตามกฎที่สถานที่ผู้เช่าจัดให้ เช่นห้ามยืนเกินออกมาจากพื้นที่ร้านเท่าไรเป็นต้น แต่สังคมไทย ก็ต้องบอกตามตรงว่า บางครั้งกฎก็มีไว้ให้แหกเหมือนกัน เพราะบางครั้ง ก็ยังมีบางร้านแอบวางเกินออกมาหน่อยเหมือนกัน นิดๆหน่อย ๆเหมือนกัน
  2. ควบคุมเวลาเปิดปิดได้ : เพราะเป็นร้านตัวเอง ก็เลยค่อนข้างอิสระมากกว่าในการเปิดปิด จะเปิดช้าหน่อยปิดช้าหน่อยก็ได้
  3. แต่ก็ควรที่จะมีวินัยในตัวเอง เพราะถ้าเปิดร้านก็สาย ปิดร้านก็ไว มันอาจจะทำให้คุณเสียโอกาสไปมากๆเลยละ

ข้อเสียของการมีหน้าร้านของตัวเอง

  1. บางสถานที่นั้น เช่นสวนจตุจักร อาจจะไม่มีการโปรโหมตสถานที่อีกแล้ว ทำให้เราต้องการบ้านเยอะขึ้น โปรโหมตร้านตัวเองเยอะขึ้น
  2. อาจต้องเสียเวลานั่งเฝ้าร้าน ในช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้า

การขายงานฝีมือแบบ Offline ในงานแฟร์

ข้อดีของการขายงานฝีมือในงานแฟร์

  1. งานลักษณะนี้ มักได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เช่นงานคอนเสริ์ต กลุ่มลูกค้า อาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของเราแต่ผ่านมา เกิดสนใจ เช่นซื้อฝาก
  2. ค่าที่ถูก หรือบางที่ อาจฟรี
  3. ส่วนมาก งานจะจัดได้สวยงาม ช่วยเพิ่มอารมณ์อยากซื้อของมากขึ้น
  4. มักมีดนตรี หรือการแสดงประกอบด้วย จึงทำให้อยากมีผู้มาร่วมงานมากขึ้น
  5. อาจได้กลุ่มลูกค้า เฉพาะกลุ่มจริงๆไปเดิน ทำให้มีโอกาสซื้อสินค้ามากขึ้น เช่นคอนเสริ์ตอินดี้ ถ้าสินค้าคุณเป็นแนวนั้นก็ ทำให้สามารถขายได้ง่ายยิ่งขึ้น

ข้อเสียของการขายงานฝีมือในงานแฟร์

  1. ไม่สามารถเลือกทำเลที่ขายได้เอง(อาจทำได้ถ้าสนิทกับผู้จัด) ทำให้อาจขายไม่ได้เลย
  2. ไม่ได้มีจัดบ่อย ทำให้รายได้ไม่แน่ไม่นอน
  3. ถ้าเจอผู้จัดที่ทำงานไม่เป็น วางตำแหน่งไม่ดี อาจะทำให้ตัวงานมีปัญหาคนไม่เดิน
  4. มักอยู่นอกอาคาร จึงทำให้สภาพอากาศมีผลต่อการขาย เช่น ฝนตก แดด ออก ลมแรง ร้อน
  5. บางงานแฟร์ อาจจัดได้ไม่น่าสนใจ เช่นงานของราชการต่างๆ ทำให้ไม่มีคนเดิน
  6. มีแต่พื้นที่เปล่า หรือมีแค่โต๊ะให้ จึงทำให้การจัดแต่งร้านให้ดูน่าสนใจค่อนข้างยาก
  7. ลูกค้าไม่สามารถ ทำการซื้อซ้ำได้ นอกจากจะมาติดต่อกันเอง
  8. กฎระเบียบ บางงานค่อนข้างเยอะ
  9. ระวังถ้าควบคุมตัวเองไม่ดี อาจหมดรายได้ไปกับของน่ารักๆ ของสวยๆในงานได้
  10. ของส่วนมากในงาน มักดูดี ถ้าสินค้าเราไม่แกร่งจริง อาจทำให้สินค้า เราดูไม่มีมูลค่าได้

 

การขายงานฝีมือแบบ Offline ในตลาดนัด

ข้อดีการขายงานฝีมือในตลาดนัด

  1. ค่าที่ไม่แพง
  2. ทำเลโดยร่วมค่อนข้างถือว่าโอเค เพราะว่า มันจัดตั้งอยู่ในย่านชุมชน จึงทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างแน่นอน เช่นย่านสำนักงาน ย่านมหาลัย
  3. สามารถขายได้หลายที่ หรือหลายช่วงเวลาเพราะตลาดนัดมักมีหลายๆที่

ข้อเสียการขายงานฝีมือในตลาดนัด

  1. ระวังถ้าควบคุมตัวเองไม่ดี อาจหมดรายได้ไปกับของกินที่ตลาดนั้นนะจ๊ะ (อ้าว!)
  2. ลักษณะร้านค้า บริเวณค้า ขายมักดูไม่ค่อยสวยงาม จัดกันง่ายๆ ฉะนั้น สินค้าอาจขายได้ไม่แพงมาก
  3. สินค้ามักจะคล้ายๆกันเยอะมาก ฉะนั้น อาจต้องสู้กันด้วยเรื่องราคา

 

 

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 4 : เปิดเว็บไซต์ขายเอง

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 4 : เปิดเว็บไซต์ขายเอง

จากตอนที่แล้วแนะนำเว็บที่เปิดให้เราไปขายสินค้าออนไลน์กันแล้ว วันนี้จะมาแนะนำการเปิดเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เองบ้าง

เวลาเราไปเปิดร้านบนเว็บที่เปิดให้เราขาย เช่น เว็บ Etsy, Storenvy จะมีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องเข้ามาดูแลระบบเองเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเว็บไซต์ แต่อย่างที่เรารู้กันว่าเว็บเป็นของคนอื่น ระบบของคนอื่น ถ้าเกิดวันนึงเว็บมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์อะไรใหม่แล้วห้ามเราขายสินค้าที่เราขายอยู่หรือถ้าเว็บไซต์นั้นเกิดปิดตัวขึ้นมา ทุกอย่างที่เราสร้างมากับเว็บนี้ก็จะหายไปด้วยเหมือนกัน

ดังนั้นการเปิดร้านออนไลน์เองก็ถือเป็นอีกตัวเลือกนึงที่ดี สำหรับคนที่ต้องการสร้างธุรกิจในระยะยาว ทำให้เราสามารถควบคุมร้านของเราได้ทั้งหมด แถมยังสามารถออกแบบเว็บไซต์ให้สื่อถึงแบรนด์ของเราได้ดีกว่าการใช้เว็บของคนอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามการเปิดเว็บไซต์เองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บเองหรือการทำให้คนเข้ามาดูเว็บของเรา การจ้างคนมาทำเว็บไซต์ให้เรานั้นก็มีราคาที่ค่อนข้างสูงไปสำหรับร้านที่เพิ่งเปิดมีตั้งแต่ราคาหลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน จึงได้มีคนสร้างเครื่องมือเข้ามาช่วยหลายรูปแบบโดยหลักๆ มีอยู่ 2 แบบคือ

  1. Plugin ในระบบ CMS เช่น WordPress, Joomla
  2. ระบบคัดลอกแล้ววางปุ่มขายสินค้า

Plugin ในระบบ CMS (Content Management System)

ระบบ CMS เป็นระบบสำหรับจัดการข้อมูลในเว็บไซต์อย่างเว็บ HandmadeBiz นี้ก็ใช้ระบบ CMS เป็น WordPress เมื่อก่อนนี้ตอนยังไม่มีระบบพวกนี้คนทำเว็บไซต์โดยการสร้างหน้าเว็บมาทีละหน้าๆ ซึ่งมันเสียเวลาและยากก็เลยมีคนทำระบบนี้ขึ้นมาทำให้การทำเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเหลือขั้นตอนติดตั้ง ตกแต่งให้สวยงาม แล้วก็สามารถลงข้อมูลได้เลยเรื่อยๆ

ต่อมามีคนใช้เว็บที่ใช้ระบบ CMS เหล่านี้มาขายสินค้าออนไลน์เลยมีคนสร้างให้ง่ายขึ้นโดยทำระบบขึ้นมาอีกระบบแล้วเอามาต่อเติมเว็บเก่าให้สามารถขายของได้ อย่าง WordPress ก็จะมี Plugin เช่น WP e-Commerce, WooCommerceCart66, Jigoshop เป็นต้น ซึ่งระบบเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับระบบหลังบ้านทั้งหมดรวมอยู่ในตัวเว็บเลยค่ะ ลองเข้าไปดูตามแต่ละ plugin จะมีวิดีโออธิบายอยู่ค่ะ

วิธีนี้ทำให้เราสามารถจัดการร้านค้าได้เต็มที่เท่าที่เราอยากทำเลยค่ะ ข้อเสียคือถ้าเว็บเสียขึ้นมาเราก็ยังต้องซ่อมเอง แถมถ้าเว็บเสียเยอะข้อมูลทั้งหมดเราก็หายได้เหมือนกันค่ะ บางคนใช้วิธีจ้างคนมาติดตั้งระบบให้ แต่ว่าระบุไปเลยว่าจะใช้ระบบนี้ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีอีก Plugin นึงที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ขาย Etsy อยู่แล้ว คือ Etsy Pro WordPress ซึ่งจะแตกต่างจาก Plugin ตัวอื่นๆ เพราะจะดึงข้อมูลจากร้านที่เราเปิดใน Etsy มาใส่ในเว็บที่เราลง Plugin คล้ายๆ กับพวก Etsy mini แต่ว่าเวลากดดูสินค้าคนก็จะยังอยู่ในหน้าเว็บของเราแต่ถ้ากดซื้อเมื่อไหร่ถึงจะถูกลิงค์ไปที่ Etsy เพื่อจ่ายเงินค่ะ ราคา plugin 39$ เหมาะกับคนที่มีร้านใน Etsy และมีเว็บแล้วอยากเอามารวมกัน ส่วนตัวใช้อยู่คิดว่าตอนแรกติดตั้งยากไปนิดนึงแต่ว่าพอติดตั้งได้แล้วก็ง่ายเลย เหมือนเว็บเป็นเว็บขายสินค้าเลย

ระบบคัดลอกแล้ววางปุ่มขายสินค้า

การใช้ระบบคัดลองแล้ววางปุ่มขายสินค้านั้นไม่จำเป็นต้องใช้เว็บที่มีระบบ CMS แต่ว่าคนที่ใช้ CMS อยู่ก็ยังสามารถใช้ระบบเหล่านี้ทำเว็บขายของได้อยู่ แต่จะแตกต่างกับการใช้ Plugin ตรงที่ ระบบจัดการร้านจะอยู่ในเว็บของคนที่ทำระบบ แต่ปุ่มขายนั้นจะอยู่ในเว็บเรา หรือที่ไหนก็ได้ที่เราอยากจะขาย ข้อดีคือเว็บพังข้อมูลเราก็ยังมีอยู่ที่ระบบนั้นๆ ทำให้เราส่งเมล์ไปบอกให้เค้าช่วยแก้ให้ได้ ระบบที่แนะนำก็มี

The E-junkie เป็นระบบที่ต่างชาติใช้กันค่อนข้างเยอะเพราะมีมานานแล้ว เก็บเงินเป็นแบบรายเดือน ถูกสุดคือเดือนละ 5 เหรียญ แต่มีข้อควรระวังคือเรื่องการคำนวณค่าส่งที่มันจะคำนวณให้อัตโนมัติที่คนขายต้องไปเช็คอีกทีว่าใช่ราคาที่เราอยากได้หรือไหม่

Gumroad  ถูกสร้างมาเพื่อขายสินค้า Digital เช่น Pattern เสื้อผ้า, ลายปักครอสติส, แบบถักนิตติ้ง ที่สามารถโหลดมาเป็นไฟล์แล้วใช้ได้เลย เช่น PDF แต่ Gumroad ก็มี feature สำหรับขายสินค้างานฝีมือโดยมีระบบสำหรับคำนวณค่าขนส่งพร้อมยังสามารถปรับค่าส่งเองได้ด้วย แถมยังมีระบบ pre-order ด้วยค่ะ

คร่าวๆ ประมาณนี้ค่ะ สำหรับใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถถามได้เลยนะคะ

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 3 : ใช้เว็บไซต์ ecommerce

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 3 : ใช้เว็บไซต์ ecommerce

จากคราวที่แล้วเล่าเรื่องประเภทของการขายงานฝีมือออนไลน์ว่าสามารถใช้ระบบ Ecommerce website ของคนอื่น และเปิดร้านออนไลน์เอง ในบทความนี้จะยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ Ecommerce website ดังนี้

Etsy

เว็บนี้หลายคนที่ทำงานฝีมือคงรู้จักกันดีอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นเว็บ Ecommerce สำหรับงานฝีมือที่ใหญ่ที่สุด จึงทำให้มีคนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ามากแต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็น Red Ocean ในการขายงานฝีมือที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง แต่ที่นี่ก็มี Community ที่ช่วยเหลือกันดีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การขายของใน Etsy นั้นค่อนข้างมีข้อจำกัดเพราะ Etsy มีกฎในการขายงานฝีมือค่อนข้างมากทำให้มีร้านโดนปิดโดยไม่รู้ตัวมาก

ราคา 0.20$ + 3% ของราคารวมราคาสินค้าและค่าส่ง

Marketplace-Etsy

 

Shopify

เป็นอีกเว็บนึงที่น่าสนใจถ้าหากร้านของเราเป็นร้านที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอนแล้วหรือขายสินค้าที่มีราคาสูงเพราะที่นี่เรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนแถมยังเก็บ Commission ถ้าหากขายสินค้าได้อีก แต่ระบบของเค้าก็ดีมากจริงๆ ใช้งานง่ายมีคน Support คอยดูแลให้ 24 ชั่วโมงถ้าเราติดขัดตรงไหน ที่สำคัญสามารถตกแต่งหน้าร้านได้ในแบบที่เราต้องการเลย ไม่โดนจำกัดแค่ตรง Banner แบบ Etsy และไม่โดนร้านอื่นๆ แย่งซีนไปเพราะหน้าเว็บทั้งหน้าเป็นของเรา

ราคา 29$/เดือน + 2% ถ้าขายได้ (Basic plan)

ขายงานฝีมือบน Shopify

Storenvy

ชอบดีไซน์ของที่นี่เป็นการส่วนตัว 555 ที่นี่เวลาเปิดร้านจะสามารถแสดงได้ 2 แบบเลย คือแบบ Marketplace Store เป็นเหมือน Etsy สินค้าจะมีคนเห็นจากหน้าเว็บของ Storenvy เอง กับแบบ Store front คือเหมือนเราเปิดร้านโดดๆ ขึ้นมาเลยทำให้เราออกแบบร้านตามเอกลักษณ์ของร้านได้แถมยังสามารถเพิ่มหน้าขึ้นมาได้เองด้วย เช่น อยากมีหน้าเขียนเกี่ยวกับ Size เสื้อเราก็เพิ่มหน้าเขียนได้เลย ถือว่าค่อนข้างอิสระ ทำอะไรได้เยอะพอควร ที่นี่ก็ไม่ได้จำกัดให้ขายเฉพาะงานฝีมือด้วย

ราคา ฟรี!

ขายงานฝีมือที่ไหนดี Storenvy

Big Cartel

ที่นี่จะไม่ได้มีการเก็บเงินเวลาเราขายได้ แต่จะมีค่าทำร้านค่ะ ถ้าช่วงแรกไม่มีคนซื้อก็อาจจะลำบากหน่อย แต่ข้อดีของที่นี่คือสามารถตกแต่งร้านได้ค่อนข้างมากค่ะ

ราคา ฟรีขายได้ 5 ชิ้น, 9.99$ ขายได้ 25 ชิ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://bigcartel.com/signup ค่ะ

ขายงานฝีมือที่ไหนดี Big Cartel

IndieMade

อยากนำเสนอ Indiemade เพราะชอบที่นี่มี section ให้เขียนบลอคได้ด้วย มี feature เยอะเหมือนว่าทำเป็นเว็บไซต์ของร้านได้เลยไม่ต้องแยกกันแบบร้านไปลิงค์นี้ แต่เว็บไซต์ของร้าน หรือบลอคไปอีกลิงค์นึง แต่ส่วนตัวยังไม่เคยใช้เลยไม่แน่ใจว่าจะใช้ยากรึเปล่านะคะ

ราคา $4.95 (Basic plan ถูกสุดลงของได้ 10 ชิ้น)

ขายงานฝีมือที่ไหนดี Indiemade

Squarespace

คล้ายกับ Indiemade ที่มีให้เขียนบลอคได้ โดยที่นี่จะมีธีมของเว็บให้เราเลือกได้ส่วนใหญ่ก็เป็นธีมที่ส่วนดี แนวโล่งๆ ดูทันสมัยดีค่ะ อ่อ เว็บนี้มีแถมฟรี Domain ให้ด้วยตั้งแต่เลือกใช้แพลนแรกเลย

ราคา เริ่มที่ 8$ 

ขายของงานฝีมือที่ไหนดี Squarespace

Lnwshop

เว็บนี้เป็นเว็บของคนไทยทำค่ะ มีลักษณะคล้าย Storenvy ตรงที่พอเปิดร้านแล้วสามารถมีขายทั้งในเว็บของตัวเองและใน Marketplace และสามารถตกแต่งร้านได้เยอะเหมือนกันด้วย แต่ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า Storenvy จะทำได้เยอะกว่าค่ะ แต่ถ้าเทียบกับเว็บของไทยเจ้าอื่นคิดว่า Lnwshop ถือว่าดีมากเลยทีเดียว ใช้งานได้ง่ายทั้งหน้าบ้านหลังบ้านเลยค่ะ SEO ก็ดีพอสมควรสังเกตจากเวลาช็อปปิ้งก็เจอร้านใน Lnwshop เป็นร้านแรกๆ เยอะอยู่เหมือนกันค่ะ ถ้าหากใครอยากลองเปิดขายในเมืองไทยก่อนก็ลอง Lnwshop ได้นะคะ

ราคา ฟรี

 

ในตอนต่อไปจะพูดถึงการเปิดร้านออนไลน์เองโดยไม่ใช้ระบบร้านค้าที่เค้ามีให้แบบนี้นะคะ แต่จะเป็นการเปิดเว็บไซต์เองแบบต่างๆ

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 2 : ขายออนไลน์

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 2 : ขายออนไลน์

จากคราวที่แล้วเราคุยกันถึงเรื่อง ประเภทของร้านสำหรับขายงานฝีมือนะคะ ในบทความนี้เราพูดถึงการขายออนไลน์ในแต่ละประเภทก่อนนะคะ ส่วนออฟไลน์จะเล่าให้ฟังทีหลัง

การเปิดเว็บไซต์ขายงานฝีมือออนไลน์สามารถทำได้ 2 แบบคือ

แบบขายบนเว็บไซต์ ecommerce 

คือการใช้ระบบที่มีเปิดให้บริการอยู่แล้วมาใช้ อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี Etsy, Ebay หรือ Lnwshop เว็บไซต์ ecommerce ของคนไทยโดยแต่ละเว็บไซต์ก็มักจะมีกลุ่มคนที่เข้ามาใช้บริการแตกต่างกันไป

ข้อดีของการขายบนเว็บไซต์  ecommerce คือ ง่ายมาก อย่างกับเปิด Facebook แหน่ะ มีคนดูแล Support เว็บล่มก็เมล์ไปแจ้ง ทำโน้นทำนี่พังมีคนจัดการแก้ปัญหาให้เพราะเป็นระบบของเค้า ส่วนค่าใช้จ่ายบางที่ก็ไม่ได้ราคาถูกเท่าไหร่เช่น คิดเป็นรายเดือน 20 เหรียญก็มีเยอะแยะ แล้วแต่ที่ไป

ข้อเสียของการขายบนเว็บไซต์  ecommerce คือ มันไม่ใช่ระบบของเราทั้งหมดทำให้เราต้องทำตามกฎของเค้าเสมอ และทำให้ทำ Branding ได้ยากกว่าถึงแม้ว่าเว็บไซต์ ecommerce เดี๋ยวนี้เค้ามีให้เราปรับแต่งได้เยอะก็ตาม และในบางเว็บไซต์ก็จะมีข้อกำจัดที่ทำให้เราทำการตลาดได้ยากขึ้น เช่นไม่มีระบบเก็บอีเมล์หรือข้อมูลลูกค้าทำให้เราส่งเมล์โปรโมทสินค้าไปหาลูกค้าได้ลำบากขึ้นเป็นต้นเดี๋ยวจะแนะนำเว็บไซต์ ecommerce ให้พร้อมข้อดีข้อเสียคราวหน้านะคะ

เปิดเว็บไซต์ขายเอง

คือการที่เราเช่า Host มาเปิดร้านของเราเอง พูดแค่นี้ทุกคนคงบอกว่ายาก ฉันทำไม่ได้แน่นอน แต่จริงๆ การเปิดเว็บไซต์ขายเองก็มีหลายระดับของความยากง่าย เพราะเดี๋ยวนี้มีการพัฒนาระบบซื้อขายบนอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าใครเคยใช้ WordPress มาก่อนจะมีตัวเลือกให้มากขึ้นด้วย

ข้อดีของการเปิดเว็บไซต์ขายงานฝีมือเอง คือ เป็นเว็บไซต์ของเราเอง ไม่มีการอยู่ๆ โดนปิดร้าน (เว้นแต่เราจะลืมจ่ายค่า Domain Hosting นะจ๊ะ) ลูกค้าไม่โดน Distract ไปร้านอื่นเพราะหน้าเว็บทั้งหน้าเป็นพื้นที่ของเรา แถมยังทำให้ทำ Branding ได้ดีกว่าด้วย และข้อมูลทุกอย่างก็เป็นของเรา เราอยากเก็บข้อมูลลูกค้ามาทำการตลาดต่อก็ทำได้ง่ายกว่า

ข้อเสียของการเปิดเว็บไซต์ขายงานฝีมือเอง คือ เราต้องทำเองหมด หรือเกือบหมด ต้องมีความรู้ในการทำประมาณนึง และถ้าเราทำระบบเองทั้งหมดก็อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ ถ้าทำแล้วดีก็ดีไปเลย ทำแล้วแย่ก็แย่ไปเลย ถ้าเว็บพังก็อาจจะไม่มีคนมาคอย Support แก้ปัญหาให้
การเปิดเว็บไซต์ขายเองจึงเหมาะสำหรับคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตคล่องประมาณนึง หรือมีกำลังในการไปจ้างคนทำค่ะ

อย่างไรก็ตามการเปิดเว็บไซต์เองก็มีหลายวิธีการ ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อๆ ไปนะคะ

 

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 1 : ภาพรวม

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 1 : ภาพรวม

ในบทความซีรี่ย์ “ขายงานฝีมือที่ไหนดี” นี้เตยอยากแนะนำเว็บไซต์และสถานที่อื่นๆ ในการขายสินค้างานฝีมือให้เพื่อนๆ ไปลองเลือกกันได้ อย่างนึงเตยไม่อยากให้ยึดติดกับ Etsy มากเกินไปด้วย เพราะการเปิดร้านใน Etsy นั้นก็มีข้อกำจัดหลายอย่างที่เราต้องระวัง ทั้งยังเสี่ยงต่อการโดนปิดร้านโดยไม่รู้ตัวเอง โดยในตอนนี้จะแนะนำให้เห็นภาพรวมก่อนนะคะแล้วค่อยแนะนำแต่ละที่ย่อยๆ ไป

ในการขายสินค้างานฝีมือเราสามารถไปขายได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  1. แบบออนไลน์ คือการขายของงานฝีมือผ่านทางเว็บไชต์ ลูกค้าจะไม่ได้สัมผัส หรือเห็นสินค้าจริงๆ แต่ว่าก็สามารถเปิดร้านขายสินค้าได้ตลอด 24 ชม. แม้กระทั่งเวลาที่เรานอนอยู่ ตื่นมาก็อาจจะเจอคนสั่งสินค้าเข้ามา และทำให้ขายใครก็ได้บนโลกนี้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ และการเปิดหน้าร้านออนไลน์ก็ใช้ต้นทุนต่ำกว่าแบบเปิดหน้าร้านจริงมากๆ
  2. แบบออฟไลน์ คือการเปิดแบบมีหน้าร้านที่ลูกค้าสามารถไปเดินเลือกซื้อสินค้าได้เอง อย่างที่เราเห็นกันก็มี การเช่าอาคารมาเปิดร้าน, เปิดในตลาดนัด หรืองานแฟร์ ลูกค้าจะรับรู้หมดทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ทำให้เข้าถึงและมักขายได้เร็วกว่าเพราะลูกค้ามีความเชื่อใจมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นและขอบเขตไม่กว้างเท่ากับการขายออนไลน์ เพราะต้องเปิดเฉพาะพื้นที่ คนที่มาซื้อก็คือคนที่ผ่านมาละแวกนั้นเท่าไหร่

ในแต่ละแบบก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป บางร้านใช้วิธีให้ลูกค้ามาทดลองสินค้าที่ร้านได้ เช่น สินค้าจำพวกเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือจัดอบรมสอนลูกค้าที่สนใจงานฝีมือ แต่ในขณะเดียวกันก็ขายสินค้าเหล่านั้นออนไลน์ไปด้วย ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า เป็นความคิดที่ดีทีเดียวที่จะให้ทั้งสองส่วนเป็นสิ่งส่งเสริมกันและกัน

แต่โดยส่วนตัวจะไม่เลือกขายแบบมีหน้าร้านเพราะเตยอยากมีความคล่องตัว ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเปิดร้านก็จะปลีกตัวไปเที่ยวลำบาก 555 แถมไม่ชอบเจอคนเยอะๆ ด้วย แต่สำหรับบางคนที่ชอบเจอลูกค้า การขายของแบบออฟไลน์ก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ

 

 

Handmade Biz Newsletter

กรอกอีเมล์และเว็บไซต์เพื่อรับข้อมูลข่าวสารของ Handmade Biz ทางอีเมล์

Handmade Biz Newsletter

You have Successfully Subscribed!