Product Pyramid

Product Pyramid

ในเว็บขายสินค้า Scrapbook ร้านนึงจะมีการแจกไฟล์ printable ทุกๆ เดือน เป็นกระดาษสำหรับ Scrapbook ลายน่ารักๆ ที่เราสามารถไปพิมพ์ใช้เองที่บ้านได้ โดยเราต้องกรอกอีเมล์ให้เค้าก่อนเพื่อรับไฟล์นั้น หลังจากนั้นทางเว็บนั้นก็จะส่งไฟล์กระดาษแบบใหม่ๆ มาให้ บางทีก็เป็นโปรโมชั่นแนะนำสินค้าใหม่ๆ รูปจากลูกค้าคนอื่นๆ จนสุดท้ายเตยก็สั่งซื้อสินค้าจากเว็บนี้เพราะรู้สึกไว้ใจ แถมยังเป็นจังหวะที่มีโปรโมชั่นพอดี จากนั้นทางเว็บก็ส่งอีเมล์แนะนำคอร์สออนไลน์ที่สอนเกี่ยวกับการใช้สินค้าที่เราซื้อไปมาให้เตยก็เลยซื้อมาเพราะชอบสไตล์งานของที่นี่ และสินค้าเองก็เกี่ยวข้องกับสินค้าที่เราซื้อไปแล้วโดนตรงด้วย

เรื่องที่เล่ามานี้เป็นเรื่องแรกที่แวบเข้ามาในหัวระหว่างที่ได้ฟังเรื่อง Product Pyramid ซึ่งเป็นวิธีการวางแผนผลิตสินค้าให้ Product line ของเราว่าเราจะขายอะไรบ้างดี ราคาประมาณไหน แล้วสินค้าแต่ละตัวจะช่วยส่งเสริมกันได้อย่างไรบ้างค่ะ วิธีการนี้ทำให้คนที่สนใจสินค้าเราอยู่แล้วซื้อสินค้าเรามากขึ้นไปอีกเหมือนเป็นการต่อยอดรายได้อีกทางนึงด้วย

ถ้าหากดูตามรูปที่วาดให้แล้วปีระมิดอันนี้จะแบ่งเป็น 3 ชั้น ดังนี้

  1. สินค้าชั้นล่างสุด มีขนาดกว้างที่สุดหมายถึงจะมีลูกค้าได้รับสินค้าชั้นนี้เยอะที่สุด และสินค้าควรมีราคาถูกที่สุดหรืออาจจะเป็นสินค้าแจกฟรี ซึ่งอาจเป็นได้หลายๆ อย่างและไม่จำเป็นต้องมาในรูปแบบของสินค้าจริงๆ ที่จับต้องได้ก็ได้ เช่น แจกแพทเทิร์นสำหรับถัดนิตติ้งหรือโครเชต์เป็นไฟล์ PDF, ที่คั่นหนังสือ, วิดีโอสอนทำเครื่องประดับ ในสินค้าระดับนี้เราเน้นแจกให้คนจำนวนมากที่สุดเพื่อให้คนรู้จักเรามากๆ และทำให้คนไปซื้อสินค้าในชั้นถัดไป
  2. สินค้าชั้นที่ 2 เป็นสินค้าหลักของร้านที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มขายสินค้าจากระดับนี้กัน เช่น กระเป๋า, เสื้อผ้า, รูปภาพ, เครื่องประดับต่างๆ ถ้าหากลูกค้าถูกใจสินค้าในชั้นนี้มากก็มักจะต่อยอดมาซื้อสินค้าในชั้นถัดไปค่ะ
  3. สินค้าชั้นบนสุด เป็นสินค้าที่มีราคาแพงที่สุดและจะมีจำนวนลูกค้าน้อยที่สุด มักเป็นสินค้าที่มีความพิเศษเฉพาะตัว เป็นสินค้าที่ทำตามสั่ง เช่น สร้อยคอที่จี้เป็นชื่อเรา, เสื้อที่มีลายตามที่ลูกค้าต้องการ หรืออาจเป็นสินค้าที่ต้องใช้ความรู้ที่ลึกกว่าปกติ เช่น คอร์สสอนเพ้นท์ภาพ, เป็นที่ปรึกษา เป็นต้น

ตัวอย่างสินค้าตาม Product Pyramid

ตัวอย่างที่ 1 ชั้นแรกเป็นไฟล์ดิจิตอลแพทเทิร์นสำหรับถัก Crochet ทำกระเป๋าเงินใบเล็กๆ ชั้นกลางคอร์สสอนถักโครเชต์ ชั้นสุดท้ายเป็นบริการสอนโครเชต์ตัวต่อตัว หรือเป็นบริการถักเสื้อตามสั่งตามไซส์ที่ลูกค้าต้องการ ดังนั้นคนที่เพิ่งเริ่มหัดทำโครเชต์พอเห็นว่ามีแพทเทิร์นแจกฟรีก็จะมาดาวน์โหลดไปให้ โดยเราสามารถให้คนที่สนใจลงชื่อหรืออีเมล์เพื่อใช้ในการส่งไฟล์แพทเทิร์นให้ทางอีเมล์ โดยในไฟล์ที่ส่งไปอาจมีหน้านึงที่เล่าถึงตัวเราเองว่าร้านเราทำอะไรบ้างและแนะนำสินค้าในชั้นที่สองคือคอร์สสอนถักโครเชต์ หากลูกค้าสนใจคอร์สสอนถักโครเชต์ ในคอร์สที่เราสอนเราก็แนะนำสินค้าชั้นที่สามให้กับลูกค้าได้

ตัวอย่างที่ 2 เราให้สินค้าชั้นแรกเป็นที่คั่นหนังสือที่แจกเวลาไปขายสินค้าตามงานอีเว้นท์ต่างๆ แล้วเราขายสมุดทำมือที่แนบนามบัตรที่เกี่ยวกับคอร์สสอนอยู่เหมือนเป็นการแนะนำลูกค้าที่มีความสนใจสินค้าของเราให้ค่อยๆ ซื้อสินค้าเราตามที่เราแนะนำไป

แบบฝึกหัด

  1. ลองเขียนออกมาว่าสินค้าแต่ละชั้นนั้นจะมีสินค้าอะไรได้บ้าง อาจเป็นสินค้าที่มีอยู่แล้ว หรือไอเดียสินค้าใหม่
  2. เขียนวิธีเชื่อมโยงสินค้าแต่ละขั้น เช่น ใช้ newsletter, แนบคูปองส่วนลดไปกับสินค้าที่เราส่งให้ลูกค้า, นามบัตรที่แนะนำคอร์สสอนทำสินค้า
  3. comment แบ่งปันไอเดียของตัวเอง จะได้ช่วยกันดู ช่วยกันแนะนำและแก้ไขค่ะ 🙂
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy ประมาณ 1 เดือน

ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy ประมาณ 1 เดือน

 จากเมื่อปลายปีที่แล้วมีคนมาถามใน Facebook page ของ HandmadeBiz ค่อนข้างเยอะเกี่ยวกับการใช้ Search Ads ของ Etsy ว่าได้ผลหรือไม่อย่างไร แต่ช่วงนั้นเพิ่งเริ่มใช้ Search Ads เลยยังตอบอะไรมากไม่ได้ พอตอนนี้ใช้ได้ครบเดือนแล้วเลยคิดว่ามารีวิวให้เพื่อนๆ ประกอบการตัดสินใจและเล่าถึงข้อสังเกตต่างๆ ที่เจอระหว่างใช้ก็น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ หลายคน
ต้องบอกก่อนว่าเตยทดลองใช้กับสินค้าในร้านเตยที่มีสินค้าแค่ประมาณ 10 ชิ้นและเพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่เดือนนะคะ ดังนั้นอาจจะมีข้อแตกต่างกันอยู่กับคนที่มีสินค้าเยอะๆ หรือเปิดมานานแล้ว

Search Ads คืออะไร

เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บ Etsy ในหน้าของผลการค้นหาจะมีสินค้าในแถวแรกที่มีสีพื้นหลังสีฟ้าและถูกเรียกว่า Sponsored นั่นคือสินค้าที่ใช้ Search Ads ซึ่งคือการที่เจ้าของร้านไปซื้อโฆษณากับทาง Etsy เมื่อมีคนค้นหาคำที่เจ้าของร้านกำหนดสินค้าก็จะแสดงขึ้นมา
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ใน Etsy เป็นเวลา 1 เดือน

วิธีการใช้ Search Ads ใน Etsy

สามารถเข้าไปดูหรือเปิดใช้ได้ที่ Your Shop > Search Ads จากเมนูบนด้านขวา เมื่อกดเข้าไปแล้วเจอรายละเอียดเกี่ยวกับ Search Ads โดยบนสุดจะมีให้เลือกว่าจะโปรโมทสินค้าทั้งหมดหรือไม่ ถ้าต้องการโปรโมททั้งหมดในร้านก็เลือก All items in my shop แต่ถ้าต้องการเลือกแค่บาง section ในร้านก็เลือก All items from a section in my shop และถ้าต้องการโปรโมทแค่บางชิ้นในร้านก็ให้เลือก Spectific items from my shop
หลังจากนั้นก็จะมีคำที่ถูกเลือกมาโดยอัตโนมัติจาก tag ที่เราใช้ในสินค้าเราอยู่มาแล้วมาให้โดยที่เราสามารถเพิ่มหรือลดได้เองโดย keyword ที่แสดงนั้นเป็นคำที่ถูกเลือกจาก ชื่อสินค้าและ tag ที่เราใช้ในสินค้า เราสามารถลบคำที่ไม่เกี่ยวข้องได้ แต่ว่าไม่สามารถเพิ่มคำได้เอง
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน
ถัดมาก็จะมีให้เราเลือกงบประมาณของเราได้ว่าจะจ่ายได้มากที่สุดกี่เหรียญต่อสัปดาห์ โดยจะมีบอกว่าจะมีคนเห็นสินค้าของเรากี่ครั้งเรียกเป็น impressions อย่างในภาพนี้คือ 7 เหรียญก็จะมีคนเห็น 5,263 ครั้ง อย่างไรก็ตามถ้า Keyword เราเลือกไม่ใช่คำที่มีคนนิยมหาแล้วยอดคนเห็นสินค้าก็จะน้อยเรา เราก็จะไม่โดนคิดเงินไม่ถึง 7 เหรียญนี้
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน   ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน

สุดท้ายของหน้าจะสรุปให้ว่าเราโปรโมทไปกี่คำ ราคาเท่าไหร่ และ Ads ของเราจะเริ่มเมื่อไหร่ ถ้าเราดูทั้งหน้าแล้วโอเคก็สามารถกด Start Promoting เพื่อเริ่มโฆษณาสินค้าเราได้เลย

ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน
หลังจากนั้นเมื่อครบ 1 เดือนก็จะมีบิลมาบอกว่า เราต้องเสียค่าโปรโมทเท่าไหร่บ้าง พอดีคำที่เลือกไม่ใช่คำที่มีคนใช้เยอะ เพราะลูกค้าเป็นคนเฉพาะกลุ่มมากๆ ก็เลยจ่ายไม่มาก โดยอาทิตย์สุดท้ายจะมากสุดเพราะเตยเลือกคำที่ค่อนข้างทั่วไป เช่นคำว่า “Christmas” และ “Graphic” ทำให้มีจำนวน Views มากกว่าอันอื่นๆ
ประสบการณ์ใช้ Search Ads ของ Etsy เป็นเวลา 1 เดือน

เปรียบเทียบผล View ที่ได้จาก Search Ads ระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

จากรูปที่เห็นข้างล่างนี้เป็นกราฟ 4 เส้น โดยที่ 2 เส้นสีม่วงและสีฟ้าเป็นสีของเดือนพฤศจิกายนที่ใช้ Search Ads และสีเทาก็เป็นของเดือนตุลาคมที่ไม่ได้ใช้ค่ะ ในช่วงอาทิตย์แรกเลือกคำที่ไม่ได้เยอะมาก และถ้าสังเกตเส้นสีม่วงซึ่งเป็นจำนวนคนเข้าชมสินค้าในช่วงหลังจะสูงกว่าช่วงแรกๆ และเท่าที่ลอง Search สินค้าตัวเองก็เจอสินค้าตัวเองตลอดในหน้าแรกๆ นะคะ แต่พอเริ่มใช้ทั่วไปอย่างคำว่า “Christmas” ในอาทิตย์สุดท้ายแล้วลองหาคำนี้ดูก็จะเจอในหน้าหลังๆ ประมาณหน้า 6-10 ซึ่งน่าจะเกิดจากมีคนเลือกคำนี้เยอะในช่วงนั้นทำให้เราโดนดันมาหน้าหลังๆ มากขึ้น
ส่วนวันที่ 21 ที่มีจำนวน view เพิ่มสูงขึ้นมาเลยนั้นไม่เกี่ยวกับ Search Ads แต่เกิดจากการโปรโมทสินค้าที่เพิ่งลงไปช่วงนั้นทาง Social Media และ Newsletter ค่ะ
Etsy Search Ads : compare views from October to November

เปรียบเทียบ Favorite ที่ได้จาก Search Ads ระหว่างเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน

ดูจำนวนคนเข้าชมแล้วลองมาดู Favorite ที่ได้จาก Search Ads กันบ้างนะคะ อันนี้ค่อนข้างเห็นชัดเลย ก่อนหน้านี้ร้านไม่เคยโปรโมทที่ไหนเลยและมีสินค้าค่อนข้างน้อยทำให้ไม่ค่อยมี Favorite เท่าไหร่ พอเริ่มใช้ Search Ads ก็ยังไม่ได้มีผลอะไรโดยเฉพาะในช่วงแรก แต่กลับได้ผลมากกว่าในช่วงหลังที่สินค้ามีเยอะขึ้นและหลากหลายขึ้น
Etsy Search Ads : compare favorite from October to November

ความเห็นเกี่ยวกับ Search Ads  ของ Etsy

ต่อไปนี้จะเป็นแค่ความคิดเห็นจากการที่ใช้มา 1 เดือนซึ่งไม่ได้เป็นเวลาที่นานมาก ดังนั้นผลอาจไม่เหมือนกับคนที่ทำอย่างสม่ำเสมอและทำมานานแล้ว

  • ได้ผลมากกว่าเมื่อมีสินค้าจำนวนมากและหลากหลาย อย่างไรก็ตามคนที่มีสินค้าจำนวนไม่มากก็สามารถใช้ได้แต่อาจจะไม่ได้ผลมากเท่าคนที่มีสินค้ามาก คือคนที่มีสินค้ามากจะทำให้ดึงดูดให้ลูกค้ากด favorite ได้มากกว่าเพราะเค้าอาจจะเข้าไปในหน้าสินค้าแล้วก็เห็นว่า เอ๊ะ สินค้าชิ้นอื่นในร้านนี้ก็น่าสนใจนะ กดตามร้านนี้ไว้ดีกว่า แต่ในคนที่มีสินค้าน้อยกว่าการใช้  Search Ads น่าจะเป็นในแง่ของการทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าบ่อยๆ มากกว่าซึ่งก็ทำให้ลูกค้าเกิดความสนใจ อย่างที่เคยมีผลการวิจัยออกมาว่าลูกค้าจะเห็นสินค้าเฉลี่ย 7 ครั้งก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้า (ถ้าเลขผิดขออภัยนะคะ) แต่ประเด็นคือลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าในครั้งแรกที่เห็น การทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าบ่อยๆ ก็เป็นอีกทางในการโฆษณาสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเปิดร้าน
  • เลือก keyword ให้เหมาะกับสินค้า ถ้าเลือกคำที่ไม่เกี่ยวข้องมากไปคนอาจจะเห็นสินค้าเราเยอะแต่ไม่ได้มีความสนใจที่จะซื้อสินค้าของเรา โดยอาจเริ่มคิดจากว่า ใครที่เราต้องการให้เค้าซื้อสินค้าเรา เป็นผู้หญิง ผู้ชายแบบไหน อายุเท่าไหร่ สนใจอะไรบ้าง แล้วเราก็มาคิดต่อว่าถ้าเค้าจะค้นหาสินค้าของเราเค้าจะค้นด้วยคำว่าอะไร เช่น เค้าจะซื้อกระเป๋าเค้าจะหากระเป๋าโดยใช้คำว่าอะไร แต่ถ้าไม่ถนัดภาษาอังกฤษแนะนำให้ลองใช้คำที่เราคิดว่าใช่ไปค้นก่อนว่าสินค้าที่ออกมานั่นใกล้เคียงกับของเราไหม เป็นประเภทสินค้าแบบเดียวกันไหมก็ได้ค่ะ
    แต่ถ้าคำที่ระบบเลือกมาให้ไม่มีคำที่เราต้องการเลย ให้กลับไปแก้ tag และชื่อสินค้าให้มีคำนี้ แล้วมันจะแสดงขึ้นมาเองค่ะ
  • รูปสินค้าก็สำคัญมากๆ อันนี้ไม่ว่าจะทำ search ads หรือไม่ แต่รูปนั้นสำคัญเสมอ เพราะถ้ารูปไม่สวยก็ดึงดูดคนมาได้น้อยกว่า พอใช้ Search ads แล้วคนอาจจะเห็นสินค้าเรามากขึ้นแต่พอรูปไม่สวยเค้าก็จะไม่สนใจสินค้าของเรา ทำให้เราไม่ได้รับผลลัพท์ที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเงินที่เราจ่ายไป
  • ควรปรับปรุงร้านให้ดีก่อนทำ Search Ads ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นโฆษณาร้านที่ไม่สมบูรณ์ของเราไม่ลูกค้า ลูกค้าก็จะจดจำเราแบบนั้น อย่างน้อยๆ ควรมีข้อมูลให้ครบ มีหน้า About page มีหน้า policy มี tag ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสินค้า
NOTE : เมื่อไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา Etsy ได้ประกาศว่าจะเปลี่ยนจาก Cost Per Impressions (CPM)  ซึ่งเราต้องจากค่าโฆษณาจากการมองเห็นเป็น Cost Per Click (CPC) คือต้องจ่ายค่าโฆษณาที่มีคนคลิ๊ก แปลว่าค่าโฆษณาเราจะถูกลงเพราะถึงแม้ลูกค้าจะเห็นสินค้าแต่ถ้าไม่ได้กดคลิ๊กเราก็ไม่ต้องจ่าย ถือว่าเป็นข่าวดีเลยค่ะ เพราะลูกค้ามักจะซื้อสินค้าเราเมื่อเห็นสินค้าเราบ่อยๆ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเราน้อยลง การเปลี่ยนนี้จะเริ่มวันพรุ่งนี้วันที่ 2 เมษายน 2556 นะคะ
ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 4 : เปิดเว็บไซต์ขายเอง

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 4 : เปิดเว็บไซต์ขายเอง

จากตอนที่แล้วแนะนำเว็บที่เปิดให้เราไปขายสินค้าออนไลน์กันแล้ว วันนี้จะมาแนะนำการเปิดเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เองบ้าง

เวลาเราไปเปิดร้านบนเว็บที่เปิดให้เราขาย เช่น เว็บ Etsy, Storenvy จะมีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องเข้ามาดูแลระบบเองเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเว็บไซต์ แต่อย่างที่เรารู้กันว่าเว็บเป็นของคนอื่น ระบบของคนอื่น ถ้าเกิดวันนึงเว็บมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์อะไรใหม่แล้วห้ามเราขายสินค้าที่เราขายอยู่หรือถ้าเว็บไซต์นั้นเกิดปิดตัวขึ้นมา ทุกอย่างที่เราสร้างมากับเว็บนี้ก็จะหายไปด้วยเหมือนกัน

ดังนั้นการเปิดร้านออนไลน์เองก็ถือเป็นอีกตัวเลือกนึงที่ดี สำหรับคนที่ต้องการสร้างธุรกิจในระยะยาว ทำให้เราสามารถควบคุมร้านของเราได้ทั้งหมด แถมยังสามารถออกแบบเว็บไซต์ให้สื่อถึงแบรนด์ของเราได้ดีกว่าการใช้เว็บของคนอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามการเปิดเว็บไซต์เองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บเองหรือการทำให้คนเข้ามาดูเว็บของเรา การจ้างคนมาทำเว็บไซต์ให้เรานั้นก็มีราคาที่ค่อนข้างสูงไปสำหรับร้านที่เพิ่งเปิดมีตั้งแต่ราคาหลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน จึงได้มีคนสร้างเครื่องมือเข้ามาช่วยหลายรูปแบบโดยหลักๆ มีอยู่ 2 แบบคือ

  1. Plugin ในระบบ CMS เช่น WordPress, Joomla
  2. ระบบคัดลอกแล้ววางปุ่มขายสินค้า

Plugin ในระบบ CMS (Content Management System)

ระบบ CMS เป็นระบบสำหรับจัดการข้อมูลในเว็บไซต์อย่างเว็บ HandmadeBiz นี้ก็ใช้ระบบ CMS เป็น WordPress เมื่อก่อนนี้ตอนยังไม่มีระบบพวกนี้คนทำเว็บไซต์โดยการสร้างหน้าเว็บมาทีละหน้าๆ ซึ่งมันเสียเวลาและยากก็เลยมีคนทำระบบนี้ขึ้นมาทำให้การทำเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเหลือขั้นตอนติดตั้ง ตกแต่งให้สวยงาม แล้วก็สามารถลงข้อมูลได้เลยเรื่อยๆ

ต่อมามีคนใช้เว็บที่ใช้ระบบ CMS เหล่านี้มาขายสินค้าออนไลน์เลยมีคนสร้างให้ง่ายขึ้นโดยทำระบบขึ้นมาอีกระบบแล้วเอามาต่อเติมเว็บเก่าให้สามารถขายของได้ อย่าง WordPress ก็จะมี Plugin เช่น WP e-Commerce, WooCommerceCart66, Jigoshop เป็นต้น ซึ่งระบบเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับระบบหลังบ้านทั้งหมดรวมอยู่ในตัวเว็บเลยค่ะ ลองเข้าไปดูตามแต่ละ plugin จะมีวิดีโออธิบายอยู่ค่ะ

วิธีนี้ทำให้เราสามารถจัดการร้านค้าได้เต็มที่เท่าที่เราอยากทำเลยค่ะ ข้อเสียคือถ้าเว็บเสียขึ้นมาเราก็ยังต้องซ่อมเอง แถมถ้าเว็บเสียเยอะข้อมูลทั้งหมดเราก็หายได้เหมือนกันค่ะ บางคนใช้วิธีจ้างคนมาติดตั้งระบบให้ แต่ว่าระบุไปเลยว่าจะใช้ระบบนี้ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีอีก Plugin นึงที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ขาย Etsy อยู่แล้ว คือ Etsy Pro WordPress ซึ่งจะแตกต่างจาก Plugin ตัวอื่นๆ เพราะจะดึงข้อมูลจากร้านที่เราเปิดใน Etsy มาใส่ในเว็บที่เราลง Plugin คล้ายๆ กับพวก Etsy mini แต่ว่าเวลากดดูสินค้าคนก็จะยังอยู่ในหน้าเว็บของเราแต่ถ้ากดซื้อเมื่อไหร่ถึงจะถูกลิงค์ไปที่ Etsy เพื่อจ่ายเงินค่ะ ราคา plugin 39$ เหมาะกับคนที่มีร้านใน Etsy และมีเว็บแล้วอยากเอามารวมกัน ส่วนตัวใช้อยู่คิดว่าตอนแรกติดตั้งยากไปนิดนึงแต่ว่าพอติดตั้งได้แล้วก็ง่ายเลย เหมือนเว็บเป็นเว็บขายสินค้าเลย

ระบบคัดลอกแล้ววางปุ่มขายสินค้า

การใช้ระบบคัดลองแล้ววางปุ่มขายสินค้านั้นไม่จำเป็นต้องใช้เว็บที่มีระบบ CMS แต่ว่าคนที่ใช้ CMS อยู่ก็ยังสามารถใช้ระบบเหล่านี้ทำเว็บขายของได้อยู่ แต่จะแตกต่างกับการใช้ Plugin ตรงที่ ระบบจัดการร้านจะอยู่ในเว็บของคนที่ทำระบบ แต่ปุ่มขายนั้นจะอยู่ในเว็บเรา หรือที่ไหนก็ได้ที่เราอยากจะขาย ข้อดีคือเว็บพังข้อมูลเราก็ยังมีอยู่ที่ระบบนั้นๆ ทำให้เราส่งเมล์ไปบอกให้เค้าช่วยแก้ให้ได้ ระบบที่แนะนำก็มี

The E-junkie เป็นระบบที่ต่างชาติใช้กันค่อนข้างเยอะเพราะมีมานานแล้ว เก็บเงินเป็นแบบรายเดือน ถูกสุดคือเดือนละ 5 เหรียญ แต่มีข้อควรระวังคือเรื่องการคำนวณค่าส่งที่มันจะคำนวณให้อัตโนมัติที่คนขายต้องไปเช็คอีกทีว่าใช่ราคาที่เราอยากได้หรือไหม่

Gumroad  ถูกสร้างมาเพื่อขายสินค้า Digital เช่น Pattern เสื้อผ้า, ลายปักครอสติส, แบบถักนิตติ้ง ที่สามารถโหลดมาเป็นไฟล์แล้วใช้ได้เลย เช่น PDF แต่ Gumroad ก็มี feature สำหรับขายสินค้างานฝีมือโดยมีระบบสำหรับคำนวณค่าขนส่งพร้อมยังสามารถปรับค่าส่งเองได้ด้วย แถมยังมีระบบ pre-order ด้วยค่ะ

คร่าวๆ ประมาณนี้ค่ะ สำหรับใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถถามได้เลยนะคะ