เปิดร้านมา 2 อาทิตย์แล้ว ขายไม่ได้เลยสักชิ้น ทำยังไงดี?

เปิดร้านมา 2 อาทิตย์แล้ว ขายไม่ได้เลยสักชิ้น ทำยังไงดี?

“เปิดร้านมา 2 อาทิตย์แล้ว ขายไม่ได้เลยสักชิ้น ทำยังไงดี” เป็นอีกหนึ่งคำถามที่ถูกถามบ่อยมาก เตยเองก็เคยถามคำถามแบบนี้ คำตอบที่ได้มาคือ โปรโมทบ้าง ปรับปรุงเว็บไซต์บ้าง จนกระทั่งวันนึงได้ดูรายชื่อร้าน best seller ของ Etsy ตอนนั้นถึงได้เข้าใจว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างนึงก็คือ ความอดทน

ในเว็บ craftcount.com ซึ่งจะแสดงผลร้านที่มียอดขายมากที่สุดโดยนับแต่ร้านที่มียอดขายอย่างต่ำ 1,000 ชิ้นได้แสดงผลออกมาเป็น 5 อันดับแรกตามรูปค่ะ (แต่อันนี้เป็นข้อมูลวันที่ 15 มกราคม 2014 นะคะ)

BestSeller

สังเกตุเห็นปีที่เค้าเปิดร้านกันไหมคะ เปิดมาอย่างต่ำ 5-6 ปีทั้งนั้นเลยค่ะ แล้วลองมาดูร้านในไทยบ้างนะคะ เอาแค่อันดับที่ 78 – 82 ที่เป็นอันดับสุดท้ายที่มียอดขายมากกว่า 1,000 ชิ้นกันบ้างนะคะ ร้านที่มีอายุน้อยสุดคือร้านที่มีอายุ 2 ปี คือเปิดตั้งแต่ปี 2012

ThaiBestSeller-Last

แต่ละร้านกว่าจะได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ง่ายๆ และเตยบอกได้เลยว่าร้านเหล่านี้ต้องอดทนและทำงานหนักเพื่อให้ได้ยอดขายขนาดนี้แน่นอนค่ะ (แถมได้ Feedback ดีมากทุกร้านด้วยเนอะ)

สิ่งแรกที่ทุกร้านที่ทุกร้านเปิดใหม่ต้องมีก็คือ “ความอดทน” ค่ะ อดทนทำงานหนัก คอยปรับปรุงร้าน อัพเดทสินค้า ความอดทนนี่สำคัญนะคะ ขนาด Richad St.John เจ้าของหนังสือ 8 secrets of success ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมสิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จมีจากการที่ Richad ไปสัมภาษณ์มา และความอดทนก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คนประสบความสำเร็จด้วย

การเปิดร้านค้าไม่ว่าจะเป็นร้านออนไลน์หรือในตลาดนัดก็ตาม เราไม่สามารถเปิดร้านเสร็จแล้วนั่งอยู่เฉยๆ รอให้สินค้าขายได้เองหรอกค่ะ เราต้องอดทนโปรโมท ทั้งๆ ที่ในช่วงแรกนั้นในหัวเรามีแต่ความรู้สึกแง่ลบ กลัวสินค้าไม่ดีพอบ้าง กลัวตัวเองไม่ดีพอบ้าง และเราต้องปรับปรุงร้าน ต้องอดทนต่อความวิจารณ์แล้วแก้ไขมัน

เคยอ่านกระทู้ใน Forum ของ Etsy ที่มีคนมาแชร์ว่ากว่าตัวเองจะขายสินค้าชิ้นแรกได้นั้นใช้เวลาเท่าไหร่ บางคน 2 ชั่วโมง (คนนี้เค้ามี blog เป็นฐานลูกค้าของเค้าอยู่แล้ว) บางคน 1 วัน บางคน 1 อาทิตย์ บางคน 1 เดือน แต่ส่วนใหญ่ประมาณ 2-3 เดือนขึ้นไปทั้งนั้นเลยค่ะ มีคนนึง 6  เดือนก็มีค่ะ ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อกันไปค่ะ อดทนค่อยๆ ทำไปค่ะ

สู้ๆ นะคะ

”The two most powerful warriors are patience and time.” …so remember: great achievements take time, there is no overnight success. – Leo Tolsto

 

ทำอย่างไรให้เป้าหมายสำเร็จ

ทำอย่างไรให้เป้าหมายสำเร็จ

ในช่วงอาทิตย์แรกของปี ไม่ว่าเข้าไปในเว็บไหนๆ ก็มักจะพูดถึงการตั้งเป้าหมายเสมอ โดยเฉพาะในยุด Social แบบนี้หลายๆ คนก็แบ่งปันว่าเป้าหมายของตนเองนั้นมีอะไรบ้าง แต่เชื่อหรือไม่ว่า 25% ล้มเลิกเป้าหมายนั้นภายในอาทิตย์แรกเลย สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามักจะทำเป้าหมายของเราไม่สำเร็จหรือไม่แม้กระทั่งจะเริ่มทำเกิดมาจากการตั้งที่เป้าหมายไม่ถูกต้อง

ด้วยความที่เป็นคนชอบตั้งเป้าหมายมาก แถมชอบพวกโปรเจค 365 days คือพวกที่ถ่ายรูปทุกวันเป็นเวลา 1 ปี วาดรูปทุกวันเป็นเวลา 1 ปีอะไรพวกนี้มาก แต่ว่าก็มีน้อยครั้งมากที่จะทำเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ โดยเฉพาะโปรเจคที่มันยาวเป็นปีนั่นแหล่ะ ทำให้เริ่มศึกษามากขึ้นว่าทำไมเราถึงทำมันไม่สำเร็จ อ่านหนังสือ อ่านบลอคไปหลายเล่ม หลายบทความ จนกระทั่งช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามันเริ่มทำสำเร็จแล้วค่ะทุกค๊นนนน ดีใจมาก ฮ่าๆ วันนี้ก็เลยจะมาแบ่งปันแนวคิดที่เตยคิดว่าดี ทำแล้วได้ผลมาให้ลองไปทำดูนะคะ โดยแนวคิดหรือวิธีการเหล่านี้สามารถปรับใช้ได้ทั้งกับเรื่องงาน หรือส่วนตัวก็ได้ค่ะ

ฝันกลางวันหาเหตุผลของเป้าหมาย

สิ่งสำคัญในการตั้งเป้าหมายให้เป็นจริงที่เพิ่งเข้าใจในปีที่ผ่านมาคือเราต้องตอบให้ได้ว่าเราจะทำมันไป “ทำไม” เราจะลดน้ำหนักไปทำไม เราจะทำธุรกิจขายของใน Etsy ไปทำไม แล้วทำไมต้องเก็บเงินให้ได้เป็นจำนวนเท่านั้นด้วย เมื่อไหร่ที่เรารู้ว่าเราทำไปทำไม เราจะรู้ถึงความสำคัญของเป้าหมายเหล่านั้นเราจะรู้สึกอยากและตั้งใจที่จะทำมันให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น
แต่การตอบโจทย์คำว่า WHY นั้นบางครั้งเราอาจจะโดนตัวเองหลอกโดยไม่รู้ตัวเพราะ WHY ของเรานั้นไม่ใช่ WHY ที่แท้จริง เราจะรู้ว่า WHY ของเราเป็น WHY ที่แท้จริงหรือไม่ สามารถดูได้จากการฝันกลางวัน เคยคิดกันเล่นๆ ไหมคะว่า ถ้าฉันมีเงินร้อยล้านพันล้านฉันจะทำอะไร ถ้าฉันไม่ต้องคิดเรื่องเงินแล้วฉันจะทำอะไร บางคนบอกว่า ฝันกลางวันอะไร ไร้สาระ แต่การฝันกลางวันที่แหล่ะที่ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิตนี้คืออะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจเป็นแค่การมีเวลาอยู่กับครอบครัว คนที่เรารักไม่ต้องมีเงินเป็นร้อยล้านก็ได้ หรือจริงๆ แล้วเราอยากไปช่วยเหลือสังคม อยากไปท่องโลกแต่เป้าหมายที่เราตั้งปีนี้กลับเป็นการหางานประจำใหม่ที่ได้เงินดีกว่าเดิม แบบนี้เป้าหมายของเราก็ไม่ทางสำเร็จเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในทางกลับกันถ้าเราอยากไปท่องโลกแล้วเป้าหมายของเราปีนี้อาจคือการไปเที่ยวต่างจังหวัด 5 จังหวัด เราก็จะมีโอกาสในการทำเป้าหมายให้สำเร็จมากกว่าเพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ

 

ทำให้เฉพาะเจาะจงที่สุดแล้วเขียนลงไป

เมื่อเรารู้ปลายทางว่าเราอยากไปทางไหนแล้ว การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่า คือมี What When Why How ให้ครบ ถ้าอยากลดน้ำหนักก็บอกมาเลยว่าน้ำหนักเท่าไหร่ deadline ของมันคืออะไร แล้วจะลดยังไง เช่น ลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557 โดยการออกกำลังทุกวันตอนเช้าเป็นเวลา 30 ชั่วโมง การตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้เราสามารถวัดผลได้ว่าเราทำจริงรึเปล่า
อย่างไรก็ตามการตั้งเป้าหมายนั้นเราก็ต้องดูด้วยตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งเป้าหมายใหญ่ซะจนท้อเลย อย่างเช่นบอกว่าเป้าหมายจะไปปีนเขาเอเวอร์เรส แต่ทุกวันนี้แค่เดินขึ้นสะพานคนข้ามธรรมดายังจะเดินไม่ไหวแบบนี้เปลี่ยนให้เล็กลงเป็นไปภูกระดึงก่อนอะไรก็ได้ การทำเป้าหมายให้สูงไว้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแต่จากประสบการณ์ถ้าเป้าหมายที่ใหญ่เกินไปก็จะเลิกทำไปในไม่กี่วัน
นอกจากนี้ส่วนใหญ่เค้าจะบอกให้เรา Focus แค่เป้าหมายเดียวเพราะจะทำให้เราคิดถึงมันมากขึ้นและทำมันสำเร็จได้เร็วขึ้น แต่เตยก็มีอย่างต่ำ 3 เป้าหมายทุกทีแหล่ะ ฮ่าๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้ผลออกมาไม่ดีเท่าที่ควรเหมือนกัน
ส่วนที่บอกว่าให้เขียนลงไปด้วย เพราะมีวิจัยออกมาว่าคนที่เขียนเป้าหมายออกมาลงบนกระดาษสามารถทำเป้าหมายนั้นได้สำเร็จมากกว่าคนที่ไม่เขียน ปกติเตยชอบเขียนอยู่แล้วเลยไม่ได้เห็นความแตกต่างตรงนี้ แต่ก็เข้าใจเอาเองนะคะว่าพอเราเขียนสมองจะจดจำและเหมือนย้ำเตือนถึงเป้าหมายมากกว่าการที่ไม่เขียนเลย

ทำ Vision Board เอาไว้เป็นแรงบันดาลใจ

เพื่อให้เราจดจำความฝันของเราได้เสมอ เตยก็เลยทำ Vision board คือการนำรูปและข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเรามาติดรวมกันไว้แล้วตั้งไว้ในที่ๆ เราคิดว่าเราจะเห็นแน่นอน พอเห็นบ่อยๆ ก็เหมือนย้ำเตือนตัวเองว่าเฮ้ยเราต้องทำอันนี้นะ หรือเวลาจะตัดสินใจอะไรแล้วเห็นก็จะรู้ว่าตัวเองต้องตัดสินใจให้ตรงกับเป้าหมายนะ อย่างปีที่ผ่านมาเตยทำ Vision board ขึ้นอันนึงเอาไว้เป็นภาพ Wallpaper บนคอมพิวเตอร์ของเตยเพราะเป็นคนใช้คอมพิวเตอร์เยอะ เห็นบางคนก็เอาไปแปะหน้าประตูห้องก็มี ในนั้นจะมีภาพที่เตยชอบ สถานที่ที่อยากไป ห้องทำงานที่อยากได้ blogger ที่ชอบ (มี lifestyle แบบที่ชอบด้วย) งานที่อยากทำ Quote ที่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้นซึ่งก็เป็นหัวข้อที่ย่อยลงมาจากการฝันกลางวันของเรา แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เตยเลือก ข้อความที่เลือกมาก็จะมีธีมของมันด้วย เช่น ปีที่แล้วอยากให้ตัวเองเน้น “เริ่มต้นทำ” ไม่ต้องคิดมากแค่เริ่มทำอย่างเดียวพอใน vision board ของเตยก็จะมีแต่ข้อความที่เกี่ยวกับการทำหรือภาพของสิ่งที่อยากทำ ปรากฎว่าปีที่ผ่านมาทำเยอะมากคือทุกวันต้องทำอะไรสักอย่างนึง ใครมาเห็นก็บอกว่าทำอะไรเยอะแยะ แต่ปีนี้เตยมีธีมคือคำว่า Build เพราะปีก่อนทำแล้วแต่กระจัดกระจายไม่เป็นเรื่องเป็นราวก็เลยจะให้ปีนี้เป็นการเอามาจัดมารวมกันให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ใน vision board เตยก็จะเน้นข้อความที่เป็นเกี่ยวข้องกับการ build เป็นต้น

Small Step Everyday

ข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำให้เป้าหมายของเราสำเร็จเลยคือ “การทำ” ถ้าไม่ทำก็ไม่มีวันที่เป้าหมายเราจะสำเร็จ แต่ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นมักเป็นเป้าหมายที่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างใหญ่ พอเราภาพรวมบางทีก็คิดว่าจะทำได้ไหม เราต้องเอามาทำให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆ ทำไปจะทำให้เราสนุกและรู้สึกว่าประสบความสำเร็จทุกวัน และในทุกๆ วันที่ทำเตยจะจดบันทึกว่าวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ไอเดียนี้ได้มาจาก idonethis.com ซึ่งเป็นแอพสำหรับให้เราบันทึกว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้วบ้าง ทุกๆ ครั้งที่เราจดมันลงไปเราจะรู้สึกดี หรือรู้สึกเราค่อยๆ ทำมันสำเร็จ มีกำลังใจในการทำต่อไป ช่วงไหนจดทุกวันก็จะรู้สึกว่า ฉันใกล้จะถึงเส้นชัยแล้วนะ ช่วงไหนไม่ได้จดจะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน โดยปกติแล้วเตยจะใช้ปากกากับสมุดจดเนี่ยแหล่ะค่ะเขียนว่าทำอะไรไปบ้าง และพรุ่งนี้จะทำอะไรก่อนที่จะนอนซึ่งป็นการทบทวนตัวเองไปในตัวด้วยว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในเส้นทางที่จะไปถึงฝันของเรารึเปล่า และการเขียนว่าเราจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้เป็นการวางแผนล่วงหน้า สมองก็จะเริ่มคิดถึงสิ่งนั้นล่วงหน้าไว้แล้ว พอตื่นมาเราก็รู้ว่าเราจะทำอะไร บางคนจะทบทวนเป้าหมายทุกๆ อาทิตย์แต่เตยคิดว่าทำให้เป็นนิสัยในแต่ละวันจะง่ายกว่าเยอะเลย

อ่อ สำหรับคนที่มีเป้าหมายหลายอัน หรือเป็นเป้าหมายที่ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน เช่นเราอยากออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ แบบนี้วันอังคารเราก็อาจจะลุกมายืดเส้นยืดสายสัก 5 นาทีก็ได้ หรือถ้ามีหลายเป้าหมายก็ทำสลับกับเป้าหมายอื่นๆ แทน ขอแค่ “ทำ”

ไม่บอกใคร

ข้อนี้ส่วนตัวมากๆ เตยเป็นคนที่พอไม่บอกเป้าหมายของตัวเองไม่หมดแล้วจะทำตามเป้าหมายนั้นได้ดีกว่า Derek Sivers  ได้เล่าเรื่องแนวคิดนี้ใน TED หัวข้อ Keep your goals to yourself  ค่ะ ว่าการเล่าเป้าหมายของเราให้คนอื่นฟังจะทำให้เราได้จินตนาการและรู้สึกเหมือนกันว่าได้ทำมันสำเร็จแล้วและหมดแรงบันดาลใจที่จะทำ แต่ Derek เค้าก็ไม่ได้ถึงกับว่าห้ามบอกนะคะ แต่ให้บอกคนอื่นในเชิงว่าช่วยเตือนด้วยว่าฉันจะทำสิ่งนี้มากกว่าและบอกเฉพาะคนที่เราคิดว่าจะคอยสนับสนุนเรา
สำหรับบางคนวิธีอาจจะไม่ได้ผลเลย คือต้องบอกคนเยอะๆ แล้วจะรู้สึกกดดันและต้องทำมันให้สำเร็จอย่างที่บอกเค้าไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีในแง่ว่า เราอาจจะได้เพื่อนอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน หรือสามารถช่วยเราได้มาช่วยเรา

ทำมันให้สนุก

ข้อสุดท้ายนี้เป็นส่วนสำคัญอีกอย่างที่จะช่วยให้เราทำเป้าหมายได้สม่ำเสมอ คือทำมันให้สนุก Elise Blaha เป็นคนที่สนุกกับการทำตามเป้าหมายมาก Elise ตั้งเป้าหมายว่าจะวิ่งเป็นจำนวน 1 mile เป็นเวลา 30 วันแล้วทุกๆ วัน Elise ก็จะถ่ายรูปสิ่งที่อยู่ข้างทางที่เธอพบเวลาออกไปวิ่งแล้วก็เอามารวมเล่มเป็น Scrapbook ในแบบที่เธอชอบด้วย นอกจากนี้ Elise ยังทำพิซซ่า 40 หน้า หรือทำงาน Handmade 26 projects พอทำเสร็จ Elise ก็จะเอามาโพสในเว็บของเธอใครสนใจลองไปดูในเว็บของ Elise ได้นะคะ
ลองสนุกกับการทำตามเป้าหมายดีกว่าที่จะไปกังวลกับเป้าหมาย เพราะถ้าเราสนุกกับมันเราไม่จำเป็นต้องถึงเป้าหมายเราก็มีความสุขตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย สำหรับบางคนจะใช้วิธีให้รางวัลตัวเอง แต่มันไม่ได้ผลกับเตยเพราะไม่รู้ว่าจะให้รางวัลอะไรกับตัวเองที่จะไม่ส่งผลกับเป้าหมายของเรา การสนุกกับเป้าหมายมันก็สนุกตั้งแต่การทำแล้วไม่ต้องมีรางวัลอะไรตอบแทนเราก็ยินดีจะทำเพราะว่ามันสนุก
ลองหาวิธีที่จะทำให้เราสนุกกับการทำตามเป้าหมายดูนะคะ

สรุปสิ่งที่ควรทำ

  1. หาเวลานั่งชิวๆ ลองนั่งฝันกลางวันเล่นๆ แล้วลองดูว่าเป้าหมายที่คุณตั้งวันนี้มันตรงกับฝันของเพื่อนๆ รึเปล่านะคะ อย่าลืมเริ่มจาก WHY ด้วยนะคะ
  2. หยิบกระดาษกับปากกามาเขียนเป้าหมายแบบชัดๆ กันหน่อยนะคะ
  3. เปิดใช้ Pinterest สร้าง board ขึ้นมาเพื่อใส่รูปที่เราชอบที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเรา ใครชอบทำอะไรที่จับต้องได้ก็ไปหารูปมาตัดแปะดูนะคะ
  4. หาสมุดมาไว้จดว่าวันนี้เราทำอะไรให้ไปถึงเป้าหมายของเรารึยัง
  5. สนุกกับการทำเป้าหมายนะคะ
[Infographic] ข้อแนะนำสำหรับผู้เริ่มขายของใน Etsy

[Infographic] ข้อแนะนำสำหรับผู้เริ่มขายของใน Etsy

WorldPayZinc ซึ่งทำเกี่ยวกับระบบการจ่ายเงินทางมือถือได้ทำแผนภาพสำหรับผู้ขายใน Etsy ให้สามารถค้นหาข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ Etsy อย่างละเอียดตั้งแต่การเลือกว่าจะขายใน Etsy ดีไหม ตั้งร้านยังไง ตั้งชื่อยังไง ตั้งราคายังไง ทำโปรโมชั่นยังไง ทำ Customer service ไปจนถึงทำ Branding, การตลาดและโปรโมชั่นยังไง โดยจะมีคำถามให้เราตอบ Yes หรือ No ถ้าตอบแล้วก็จะมีลิงค์ให้ไปยังเว็บไซต์ที่แนะนำในหัวข้อนั้นๆ แต่ว่าทั้งหมดนี้เป็นภาษาอังกฤษนะคะ
ลองอ่านกันได้ที่ https://www.worldpayzinc.com/etsy-guide/ ค่ะ

 

อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว

อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว

จากเหตุการณ์เกี่ยวกับ CAT ที่ส่งผลให้หลายๆ เว็บไซต์ไม่สามารถใช้การได้ รวมถึงเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์หลายๆ ร้านโดยหนึ่งในนั้นก็คือเว็บไซต์ของเราเองด้วย ทำให้ร้านซึ่งกำลังจัดกิจกรรมและจำเป็นต้องเข้าเว็บไซต์เกิดปัญหา แต่ก็ทำให้เราเรียนรู้ว่า “อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว”

เนื่องจากการขายสินค้าออนไลน์นั้น ต้องพึ่งพาหลายๆ สิ่งไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต หรือข้อมูลดิจิตอลที่ถูกเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์หรือเว็บไซต์ และเว็บที่ให้บริการระบบขายสินค้าอย่าง Etsy, Ebay, Lnwshop ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ของๆ เรา เราไม่สามารถควบคุมได้

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือ ร้านของเราที่เปิดใน Etsy ก็อาจจะถูก Etsy สงสัยว่าไม่ปฏิบัติตามกฎและปิดร้านเราไปดื้อๆ โดยที่เรายังไม่ทันรู้ตัวเลย พอร้านถูกปิดแล้วเราก็จะสูญเสียทุกอย่างที่เราทำมาไม่ว่าจะเป็น Feedback ที่เคยได้รับจากลูกค้า ข้อมูลลูกค้าที่เคยซื้อของจากเรา หรือแม้แต่ข้อมูลสินค้าที่เราขาย เราก็ทำได้แค่ติดต่อทาง Etsy ให้แก้ไขหรือเปิดร้านใหม่ไปเลย นั่นเท่ากับว่าเป็นการเริ่มต้นทุกอย่างใหม่ตั้งแต่ศูนย์

ดังนั้นการมีตะกร้าหลายๆ ใบสำหรับใส่ไข่ก็อาจจะเป็นหนทางที่จะช่วยเราไว้วันที่เกิดปัญหา สำหรับตะกร้าอื่นๆ ที่เราสามารถทำได้นั้นมีอะไรบ้าง

  1. มีเว็บไซต์ของตัวเองนอกเหนือจากร้านใน Etsy ข้อนี้ค่อนข้างเป็นได้ชัดจากเหตุการณ์คราวนี้ เนื่องจากเรามี 2 ช่องทางสำหรับลูกค้าที่จะซื้อสินค้าจากเราคือเว็บไซต์และร้านใน Etsy พอเว็บไซต์ใช้งานไม่ได้เราก็ยังมีรายได้จาก Etsy ได้อยู่ หรือถ้าหากวันนึงอยู่ๆ เราโดนปิดร้านไปเราก็ยังมีเว็บไซต์ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อขายหรืออย่างน้อยสามารถแจ้งข่าวให้ลูกค้าทราบได้ว่าร้านกำลังมีปัญหานะ
  2. ใช้ E-newsletter เป็นช่องทางในการติดต่อกับลูกค้า ถ้าหากวันนึงที่โชคร้ายแบบซวยซ้ำซวยซ้อนแล้วเข้าไม่ได้ทั้งเว็บไซต์และร้าน เราก็ยังสามารถส่งอีเมล์ไปแจ้งข่าวคราวได้โดยตรงอีกด้วย
  3. มี Social Media ถ้าคิดว่าการมีเว็บไซต์และ Enewsletter นั้นต้องดูแลเยอะ อย่างน้อยก็ควรต้องมี Social Media สักอัน เช่น Facebook page, Twitter หรือ Instagram ไว้สำหรับแจ้งข่าวแฟนๆ ได้ค่ะ

นอกจากนี้แล้วต้องไม่ลืมที่จะ Backup ข้อมูลอยู่เสมอนะคะ 🙂

สรุปบทเรียนที่ได้จากการดูสัมภาษณ์ร้าน Panicloset

สรุปบทเรียนที่ได้จากการดูสัมภาษณ์ร้าน Panicloset

ช่วงนี้ได้รู้จักรายการ “อายุน้อยร้อยล้าน” เป็นรายการที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอน “Panicloset” ซึ่งเกี่ยวกับร้านขายเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงออนไลน์ที่น่าจะนำมาปรับใช้ได้กับร้านของเรา ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ค่ะ
  • ทำสินค้าที่แตกต่าง อย่างร้าน Panicloset เลือกที่จะทำเสื้อผ้าผู้หญิงแนววินเทจที่ยังไม่ค่อยมีคนขายแนวนี้เท่าไหร่
  • ใช้การสร้าง community เพื่อทำการตลาด โดยการอัพเดทข่าวสารและสิ่งใหม่ๆ กับคนใกล้ตัวอย่างเพื่อนก่อนแล้วก็สร้าง community ในแฟนเฟจแล้วทำให้ community นั้นมาเป็นลูกค้าเราอีกที
  • เลือกทำในสิ่งที่รัก เพราะเราจะได้ไม่เบื่อและถ้ามีอุปสรรคก็จะฝ่าฝันไปได้ง่ายกว่าและเราก็จะพร้อมที่จะฝันฝ่ามันไปมากกว่า
  • อดทนต่ออุปสรรค จะประสบความสำเร็จได้ต้องเจออุปสรรคก่อนเสมอ
ดูแล้วเป็นยังไงกันบ้างค่ะ ใครมีประสบการณ์ในการขายสินค้าใน Etsy ยังไงก็อย่าลืมแบ่งปันกันบ้างนะคะ

FAQs : ปัญหาการส่งสินค้า

จากที่ได้ถามเพื่อนๆ แฟนเพจไปเกี่ยวกับเรื่องการส่งสินค้า ทางร้าน rntn ใจดีมากๆ มาช่วยตอบคำถามให้ค่ะ คำตอบค่อนข้างยาวแต่มีประโยชน์มากเลยนะคะ ลองดูกันได้เลยค่ะ

คำถาม

มีใครเคยเจอปัญหาการส่งแบบนี้บ้างไหมคะ แล้วแก้ปัญหาหรือป้องกันยังไงกันบ้างค่ะ
เคสที่ 1 : เช็คจากเว็บ ปณ แล้วแจ้งสถานะว่ามีคนรับพัสดุแล้ว แต่ลูกค้าบอกว่าไม่ได้รับ
เคสที่ 2 : สถานะแจ้งไม่มีผู้รับตีคืนพัสดุ ทั้งๆ ที่ลูกค้าบอกว่าอยู่รอรับพัสดุตลอด ก็เลยต้องคืนเงินกันไป แถมไม่ได้ค่าชดเชย(ส่งลงทะเบียน)อย่างนี้จะทำไงได้บ้างคะ

คำตอบ

ร้านเราเจอปัญหานี้บ่อยค่ะ แต่ชัดเจนใน policy ของร้านว่าของควรจะใช้เวลาในการขนส่งเท่าไหร่ในแต่ละประเทศของถึงช้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราถ้าเราส่งตามเวลาที่กำหนด เราจะคุยกับลูกค้าว่าอำนาจการขอตรวจเช็คสินค้าของศุลกาการทุกประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา หากเค้าปล่อยผ่านช้าคุณก็ได้ของช้า ร้านเราแยกกรณีที่เป็นความรับผิดชอบของร้าน กับเป็นความบกพร่องของลูกค้าเอง เช่น ที่อยู่ผิด ของถึงแล้วไม่ไปเอา หรือความล่าช้าในส่วนของการขนส่งและส่งมอบ หากมีสาเหตุมาจากร้านเราเองส่งออกช้า หรือจ่าหน้าซองผิดก็คืนเงินไปหรือส่งสินค้าชิ้นใหม่ให้ แต่ถ้าผิดที่ลูกค้าก็ไม่คืนเงินค่ะ ถ้ารีเทิร์นและยังอยากได้ ก็ส่งให้ใหม่ได้ แต่ลูกค้าต้องจ่ายค่าส่งรอบสองให้ ส่วนใหญ่คุยกันได้ไม่ค่อยมีปัญหา อยู่ที่พอลูกค้า convo มาปุ๊บเรารีบตอบปั๊บเลย แก้ปัญหาได้ไม่ได้ก็ค่อยแก้ไขกันทีหลัง แต่รีบตอบข้อความก่อน ลูกค้าจะรู้สึกดีกับร้านมากกว่า เพราะดูเหมือนเรารับผิดชอบแม้ว่าจะยังแก้ปัญหาอะไรตอนนั้นไม่ได้เลย ของที่ถึงช้านี่ไม่ได้อยู่ในอำนาจเราจริงๆ บางทีตีของไปผิดรัฐ ตีกลับไปกลับมาช้าอีก บางทีศุลการกรก็กักของนาน บางที USPS ก็ไม่ยอมลิ้งค์สถานะ แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าที่รอนานก็ยังยินดีรอ จนสุดท้ายก็ได้ของ เพราะส่งแบบลงทะเบียนยังไงก็ต้องได้ ถ้าไม่ได้ยังไงก็รีเทิร์นค่ะ

– หากของไปถึงแล้วลูกค้าไม่มารับภายใน 15 วัน (ตะก่อนรอ 1 เดือน) ของจะรีเทิร์นค่ะ ถ้าส่งไปวันไหนแล้วลูกค้าบอกยังไม่ได้นับวันได้เลยค่ะ บอกลูกค้าเลยว่าของตีคืนแล้ว อยากให้ส่งใหม่ไหม (ค่าส่งก็ตามที่ตกลงกัน แตกต่างกันแล้วแต่ร้านค่ะ)

– registered airmail เวลาส่ง ส่งแบบ airmail ค่ะ แต่เวลาตีคืนตีคืนแบบ surface air lift หรือทางภาคพื้นก็คือขนข้ามรัฐแบบทางรถยนต์ค่ะ พอจะข้ามประเทศถึงส่งขึ้นเครื่องมา ของจะถึงเราประมาณเดือนหรือเดือนกว่าๆนับจากวันที่ตีคืนค่ะ

– ควรแจ้งลูกค้าชัดเจนว่าถ้ารอได้ก็ให้เพื่อใจว่า”ของอาจจะล่าช้าบ้างแต่ส่วนใหญ่ก็ได้รับของตามเวลาไม่ช้านะ” และหากลูกค้ารีบใช้ของก็ให้บอกไปเลยว่าเราไม่รับประกันนะว่าจะถึงตามเวลา หากยอมเสี่ยงได้ก็ซื้อให้เลย แต่หากไม่ยอมเสี่ยงก็บอกไปเลยว่าให้กับมาซื้อใหม่ในโอกาสหน้า ไม่ควรเห็นแก่ออเดอร์นิดหน่อยแล้วบอกว่าถึงแน่หรือไม่ได้ให้ข้อมูลอะไร คนไทยส่วนใหญ่เป็นเยอะนะขอเปิดการขายให้ได้ก่อนอะไรก็บอกว่าได้ๆไว้ก่อน เรายอมเสียออเดอร์ที่รีบมากๆดีกว่าค่ะ จะได้ไม่มีปัญหาตามมาทีหลัง ถ้าเค้าชอบงานเราจริงก็ตามมาซื้อทีหลังอยู่ดี

– ตอน add tracking number ร้านเราบอกลูกค้าชัดเจนว่าของมีระยะเวลาเท่าไหร่เมื่อไหร่ของควรจะถึงนับจากวันที่เราส่ง ถ้ายังไม่ถึงให้ลูกค้าติดต่อสอบถามที่ไปรษณีย์ของเค้าเลย ซึ่งข้อความพร้อมทั้ง tracking number นี้จะส่งตรงเข้าอีเมลลูกค้าค่ะ ทีนี้จะมาอ้างว่าไม่รู้ว่าของถึงเมื่อไหร่ก็ไม่ได้ล่ะเพราะอีเมลแจ้งให่รู้แล้ว

ขยายความจากข้างบนนิดค่ะ คือที่ร้านใช้วิธีพูดกับลูกค้า อันนี้สำคัญมาก แบบทำให้เค้ารู้สึกเราไม่ทิ้งให้เค้าเจอปัญหาอยู่คนเดียว อย่าทำเหมือนร้านไม่รับผิดชอบ (แต่ความจริงคือพอเกิดปัญหาเหล่านี้แล้ว ทำได้แค่รอของตีคืนอย่างเดียวเท่านั้นค่ะ)

แรกๆที่เปิดร้าน ภาษาอังกฤษเราไม่ค่อยดี เลยไม่ค่อยตอบมาก ปัญหาแก้ไม่จบเลยค่ะ ลูกค้าดื้อไม่ยอมเอาเสียเลย พอมาตอนหลังมีอะไรมารีบคุยเลยค่ะสถานการณ์เลยดีขึ้นเยอะ

อาจจะไม่ใช่วิธีป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอ่า มันก็ต้องมีบ้างความผิดพลาด แต่นานๆทีเกิดก็แก้กันไปตามสาเหตุ แต่อยู่ที่วิธีที่จะทำยังไงให้ลูกค้ายังรู้สึกดีกับร้านเราอยู่ ไม่ว่ามีปัญหาอะไร หากลูกค้ารู้สึกโอเค ทุกอย่างก็จะผ่านไปอย่างง่ายดายค่ะ

เอาใจช่วยร้านไทยทุกร้านค่ะ

ขอบคุณทางร้าน rntn มากๆ เลยนะคะ 🙂