ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 5 : ขายแบบออฟไลน์

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 5 : ขายแบบออฟไลน์

การขายแบบออฟไลน์ คือการเปิดร้านจริงๆ ขาย ไม่ว่าจะขายในตลาดนัด ร้านในห้าง ถ้าลูกค้าสามารถมาเดินดูจับต้องของได้ ก็เป็นการขายแบบออฟไลน์ บางร้านจะใช้วิธีเปิดร้านเป็นบางครั้งตามงาน Event ต่างๆ แต่เวลาอื่นๆ ก็จะขายออนไลน์ไปด้วย ในส่วนของการขายออฟไลน์แบบนี้เตยไม่ถนัดก็เลยขอให้ พี่เอ็ม เจ้าของร้าน Phicico ตุ๊กตาปั้นจิ๋วซึ่งขายแบบออฟไลน์มานานหลายปีแล้วมาเป็นผู้เขียนให้เพื่อนๆ นะคะว่าการขายในแต่ละสถานที่นั้นมีข้อดี ข้อเสียยังไงบ้าง แต่ก่อนอื่นขอแนะนำร้าน Phicico ให้รู้จักกันก่อนนะคะ

Phicico ขายตุ๊กตาปั้นดิน เริ่มต้นจากการขายออฟไลน์

Phicico เริ่มจาก คุณอลงกต (พี่ชายพี่)และ ธนบดินทร์ สกุลอารีย์มิตร (ตอนนั้นอยู่ปี1)ได้ลองทำตุ้กตาปั้นจากดินเล่นๆ เพื่อที่จะนำไปขายงานกิ๊ฟ มหาลัยศิลปากร ซึ่งในวันแรกที่ทำไปขายนั้น สามารถทำได้แค่ 3ตัว ในวันแรก ตอนไปขายก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ปรากฏว่า ขายได้หมดทั้งสามตัวและหมดไวมาก ก็เลยคิดว่า เออ ลองทำดูอีกละกัน วันที่สองทำได้รวม 11 ตัว ก็สามารถขายได้หมดเช่นกัน ซึ่งหลังจากนั้นขึงเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ จึงเริ่มทำงานปั้นเรื่อยมาแต่ยังไม่มีที่จะขายก็เลยทำเก็บไว้ สะสมประสบการณ์ ซึ่งผู้ใหญ่ในบ้าน หรือคนรู้จักก็มักจะคอยพูดว่า “ของแบบนี้จะขายได้หรอ” “ของแบบนี้ ใครมันจะไปซื้อ” คำพูดเหล่านี้ ก็เหมือนเป็นแรงกระตุ้นเล็กๆ มันจึงเป็นจุดเริ่ม ที่ทำให้เราพยายามที่จะทำให้มันจริงจังขึ้นมา

ประกอบกับความโชคดี ที่ตอนนั้น กระแส “อินดี้” พึ่งมาใหม่ๆ ทาง เซ็นเตอร์ พ๊อย สยามสแควร์ มีจัดกิจกรรมให้นักศึกษา สามารถมาขายของได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จึงถือว่า เป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ เพราะได้ขายในสถานที่ๆ วัยรุ่นนิยมมากที่สุด ในสมัยนั้น เวลาผ่านไป ก็ได้เริ่มมีการพัฒนาสินค้าไปเรื่อยๆ จากพวงกุญแจ อย่างเดียว ก็เริ่มเพิ่มพวงต่างหู เข้าไปด้วย เพราะการขายสินค้าให้ผู้หญิงนั้นค่อนข้างง่ายกว่า

เวลาผ่านไป งานอินดี้อินทาวน์ ก็ได้มาถึงจุดสุดท้ายและไม่ได้จัดอีกต่อไป ทำให้ต้องเริ่มมีการหาสถานที่ขายสินค้าใหม่ โชคดีเพื่อนคุณพ่อรู้จักกับร้าน A.m.p. ที่สวนจตุจักร ขึ้นได้ไปอาศัยขายอยู่หน้าร้านเค้า ซึ่งได้ขายในทำเลที่เรียกได้ว่า ดีที่สุดของสวนจตุจักร เมื่อขายได้สักระดับหนึ่งและเริ่มถึงจุดอิ่มตัว จึงได้มีการหาช่องทางในการจัดจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้นด้วย โดยได้มีขายที่ B-trend ในเครือของ the mall ซึ่งทำให้ได้วางขายสินค้าในห้างสยามพารากอน นอกจากขายในห้างแล้ว ก็เริ่มทำส่วนของเว็บไซต์เพิ่มเติมที่ www.phicicodoll.com เพื่อเป็นส่วนเติมเต็มของธุรกิจขึ้นไป ในปัจจุบัน กำลังขยายสินค้าให้มากขึ้น โดยเพิ่มสินค้าจำพวกของตกแต่งบ้านเข้าไป

——–

ข้อดีของการขายงานฝีมือแบบ Offline

  1. ได้พบปะลูกค้าโดยตรง สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เลย เช่นถ้าลูกค้าอยากให้เราแก้ไขตรงไหน เราก็สามารถแก้ไขได้ หรือเก็บไว้เป็นไอเดีย เพื่อพัฒนาร้านต่อไป
  2. มีลูกค้าประจำ เกิดการซื้อซ้ำได้ เพราะมีแหล่งที่ตั้งที่ถาวร
  3. ลูกค้าได้เห็นสินค้าจริง จึงง่ายแก่การตัดสินใจ
  4. สามารถรู้ได้ว่าสินค้าที่เราขายอยู่นั้นปัจจุบันมีคนสนใจน้อยมากขนาดไหน

ข้อเสียของการขายงานฝีมือแบบ Offline

  1. อาจน่าเบื่อมากๆ สำหรับร้านที่มีช่วงเวลาขาย เช่นร้านที่อยู่ใกล้ออฟฟิตต่างๆ เพราะคงจะขายได้แค่ในเวลาพักเที่ยง หรือหลังเลิกงาน แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่นาน แต่คุณอาจต้องไปอยู่เฝ้าร้านทั้งวัน
  2. สถานการณ์ต่างๆนั้นค่อนข้างมีผล เช่น สถานการณ์ต่างๆทางการเมือง สภาวะคนไม่มีเงิน คนไม่อยากซื้อของเป็นต้น

ข้อควรระวังในการขายงานฝีมือแบบ Offline

  1. ศึกษาพื้นที่ ทำเล บริเวณโดยรวม กลุ่มลูกค้า ให้ดีก่อนทำการค้าขายแบบนี้ เช่นคงจะไม่เหมาะแน่ๆ ถ้าเอาเสื้อ หรือกระเป๋า ราคาหลายพันบาท ไปขายในพื้นที่ๆ ที่เป็นกลุ่มชาวบ้านธรรมดา หรือเอาอาหารสุดหรูไปขาย จานละหลายร้อย แต่คนบริเวณนั้น ค่าครองชีพไม่มากพอ
  2. ถ้าอยากค้าขาย อย่าอาร์ตมาก จงเอาใจเค้ามาใส่ใจเรา บางอย่างเรามองว่าดี แต่ลูกค้าอาจจะไม่ชอบเลยก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่เสียความเป็นตัวของตัวเอง จนไปทำตามตลาดหมด ถ้าทำเช่นนั้น คุณก็จะทำได้แค่ สู้ด้วยเรื่องราคา ซึ่งร้านคุณ ก็จะไม่มีอะไรเด่นเลย เจอกันครึ่งทาง ย่อมดีที่สุด แก้ไข ปรับเปลี่ยนรูปแบบ โดยที่ไม่เสียความเป็นตัวของตัวเอง
  3. พ่อค้าแม่ขายที่ดีก็ระวังกันด้วยนะจ๊ะ อย่าไปเผลอวีนลูกค้าเข้าละ เพราะขายกันแบบนี้มาเจอหน้าร้านกันตรงๆ บางครั้งกริยาบางอย่าง คำพูดบางคำพูด ก็ทำให้ลูกค้าเสียความรู้สึกได้น้า ยกเว้นสินค้าคุณเมพแล้ว ลูกค้าต้องง้อคุณก็อีกเรื่องนะจ๊ะ แต่ก็ไม่ควรทำอยู่ดีแหละ ลูกค้าที่รักจะได้อยู่กับเราไปนานๆ
  4. อาจมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง จากร้านใกล้เรือนเคียงที่ก๊อบสินค้ากันหน้าด้านๆด้วยนะจ๊ะ ฉะนั้นโปรดระวังเรื่องนี้ด้วย จนนำไปสู่ สงครามราคากันต่อไป
  5. หน้าตาพ่อค้าแม่ค้า ก็มีผลนะค่ะ ทุกๆคนคงเคยเห็นพ่อค้าที่หน้าตาไม่รับแขก คงจะพอนึกออกกันนะค่ะ ฉะนั้นเราก็ไม่ควรที่จะไปทำแบบนั้นกับลูกค้าของเรา(อะไรที่เราเจอมาแล้วไม่ประทับใจ ก็อย่าเผลอไปทำกับคนอื่นละ)
  6. หน้าตาพ่อค้าแม่ค้า อีกแบบหนึ่งก็คือความสวยความหล่อนั่นเอง ใครว่าไม่มีผลละ อันนี้สำคัญมากเลยน้า ขนาดร้านปังเว้ยเฮ้ย เปิดร้านแรกๆ ยังมีการจ้างพริตตี้มาขายขนมปังเลย จนทำให้ร้านดังมาได้จนถึงทุกวันนี้ หรือถ้าน้องๆหนูๆขายของกันในมหาลัย ก็อย่าลืมหาเพื่อนๆหล่อๆ สวยๆ มายืนช่วยขายอยู่ข้างๆก็ได้ แล้วของจะขายได้ง่ายขึ้น(ความอยากต่อสินค้าจะลดน้อยลง ลูกค้าจะซื้อแล้วเดินจากไปด้วยตาเยิ้มๆแบบงงๆ)

Phicico ตุ๊กตาปั้นจิ๋ว

สำหรับร้านค้าแบบ offline นั้น อาจแบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆได้ประมาณนี้

การขายงานฝีมือแบบ Offline โดยมีหน้าร้านของตัวเอง

ข้อดีของการมีหน้าร้านของตัวเอง

  1. จัดแต่งได้ง่าย บริหารได้ง่าย ในพื้นที่ของเราเอง หรือตามกฎที่สถานที่ผู้เช่าจัดให้ เช่นห้ามยืนเกินออกมาจากพื้นที่ร้านเท่าไรเป็นต้น แต่สังคมไทย ก็ต้องบอกตามตรงว่า บางครั้งกฎก็มีไว้ให้แหกเหมือนกัน เพราะบางครั้ง ก็ยังมีบางร้านแอบวางเกินออกมาหน่อยเหมือนกัน นิดๆหน่อย ๆเหมือนกัน
  2. ควบคุมเวลาเปิดปิดได้ : เพราะเป็นร้านตัวเอง ก็เลยค่อนข้างอิสระมากกว่าในการเปิดปิด จะเปิดช้าหน่อยปิดช้าหน่อยก็ได้
  3. แต่ก็ควรที่จะมีวินัยในตัวเอง เพราะถ้าเปิดร้านก็สาย ปิดร้านก็ไว มันอาจจะทำให้คุณเสียโอกาสไปมากๆเลยละ

ข้อเสียของการมีหน้าร้านของตัวเอง

  1. บางสถานที่นั้น เช่นสวนจตุจักร อาจจะไม่มีการโปรโหมตสถานที่อีกแล้ว ทำให้เราต้องการบ้านเยอะขึ้น โปรโหมตร้านตัวเองเยอะขึ้น
  2. อาจต้องเสียเวลานั่งเฝ้าร้าน ในช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้า

การขายงานฝีมือแบบ Offline ในงานแฟร์

ข้อดีของการขายงานฝีมือในงานแฟร์

  1. งานลักษณะนี้ มักได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เช่นงานคอนเสริ์ต กลุ่มลูกค้า อาจไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของเราแต่ผ่านมา เกิดสนใจ เช่นซื้อฝาก
  2. ค่าที่ถูก หรือบางที่ อาจฟรี
  3. ส่วนมาก งานจะจัดได้สวยงาม ช่วยเพิ่มอารมณ์อยากซื้อของมากขึ้น
  4. มักมีดนตรี หรือการแสดงประกอบด้วย จึงทำให้อยากมีผู้มาร่วมงานมากขึ้น
  5. อาจได้กลุ่มลูกค้า เฉพาะกลุ่มจริงๆไปเดิน ทำให้มีโอกาสซื้อสินค้ามากขึ้น เช่นคอนเสริ์ตอินดี้ ถ้าสินค้าคุณเป็นแนวนั้นก็ ทำให้สามารถขายได้ง่ายยิ่งขึ้น

ข้อเสียของการขายงานฝีมือในงานแฟร์

  1. ไม่สามารถเลือกทำเลที่ขายได้เอง(อาจทำได้ถ้าสนิทกับผู้จัด) ทำให้อาจขายไม่ได้เลย
  2. ไม่ได้มีจัดบ่อย ทำให้รายได้ไม่แน่ไม่นอน
  3. ถ้าเจอผู้จัดที่ทำงานไม่เป็น วางตำแหน่งไม่ดี อาจะทำให้ตัวงานมีปัญหาคนไม่เดิน
  4. มักอยู่นอกอาคาร จึงทำให้สภาพอากาศมีผลต่อการขาย เช่น ฝนตก แดด ออก ลมแรง ร้อน
  5. บางงานแฟร์ อาจจัดได้ไม่น่าสนใจ เช่นงานของราชการต่างๆ ทำให้ไม่มีคนเดิน
  6. มีแต่พื้นที่เปล่า หรือมีแค่โต๊ะให้ จึงทำให้การจัดแต่งร้านให้ดูน่าสนใจค่อนข้างยาก
  7. ลูกค้าไม่สามารถ ทำการซื้อซ้ำได้ นอกจากจะมาติดต่อกันเอง
  8. กฎระเบียบ บางงานค่อนข้างเยอะ
  9. ระวังถ้าควบคุมตัวเองไม่ดี อาจหมดรายได้ไปกับของน่ารักๆ ของสวยๆในงานได้
  10. ของส่วนมากในงาน มักดูดี ถ้าสินค้าเราไม่แกร่งจริง อาจทำให้สินค้า เราดูไม่มีมูลค่าได้

 

การขายงานฝีมือแบบ Offline ในตลาดนัด

ข้อดีการขายงานฝีมือในตลาดนัด

  1. ค่าที่ไม่แพง
  2. ทำเลโดยร่วมค่อนข้างถือว่าโอเค เพราะว่า มันจัดตั้งอยู่ในย่านชุมชน จึงทำให้มีกลุ่มลูกค้าที่ค่อนข้างแน่นอน เช่นย่านสำนักงาน ย่านมหาลัย
  3. สามารถขายได้หลายที่ หรือหลายช่วงเวลาเพราะตลาดนัดมักมีหลายๆที่

ข้อเสียการขายงานฝีมือในตลาดนัด

  1. ระวังถ้าควบคุมตัวเองไม่ดี อาจหมดรายได้ไปกับของกินที่ตลาดนั้นนะจ๊ะ (อ้าว!)
  2. ลักษณะร้านค้า บริเวณค้า ขายมักดูไม่ค่อยสวยงาม จัดกันง่ายๆ ฉะนั้น สินค้าอาจขายได้ไม่แพงมาก
  3. สินค้ามักจะคล้ายๆกันเยอะมาก ฉะนั้น อาจต้องสู้กันด้วยเรื่องราคา

 

 

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 4 : เปิดเว็บไซต์ขายเอง

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 4 : เปิดเว็บไซต์ขายเอง

จากตอนที่แล้วแนะนำเว็บที่เปิดให้เราไปขายสินค้าออนไลน์กันแล้ว วันนี้จะมาแนะนำการเปิดเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์เองบ้าง

เวลาเราไปเปิดร้านบนเว็บที่เปิดให้เราขาย เช่น เว็บ Etsy, Storenvy จะมีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องเข้ามาดูแลระบบเองเหมาะสำหรับคนที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเว็บไซต์ แต่อย่างที่เรารู้กันว่าเว็บเป็นของคนอื่น ระบบของคนอื่น ถ้าเกิดวันนึงเว็บมีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์อะไรใหม่แล้วห้ามเราขายสินค้าที่เราขายอยู่หรือถ้าเว็บไซต์นั้นเกิดปิดตัวขึ้นมา ทุกอย่างที่เราสร้างมากับเว็บนี้ก็จะหายไปด้วยเหมือนกัน

ดังนั้นการเปิดร้านออนไลน์เองก็ถือเป็นอีกตัวเลือกนึงที่ดี สำหรับคนที่ต้องการสร้างธุรกิจในระยะยาว ทำให้เราสามารถควบคุมร้านของเราได้ทั้งหมด แถมยังสามารถออกแบบเว็บไซต์ให้สื่อถึงแบรนด์ของเราได้ดีกว่าการใช้เว็บของคนอื่นอีกด้วย อย่างไรก็ตามการเปิดเว็บไซต์เองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายไม่ว่าจะเป็นการสร้างเว็บเองหรือการทำให้คนเข้ามาดูเว็บของเรา การจ้างคนมาทำเว็บไซต์ให้เรานั้นก็มีราคาที่ค่อนข้างสูงไปสำหรับร้านที่เพิ่งเปิดมีตั้งแต่ราคาหลักหมื่นไปจนถึงหลักล้าน จึงได้มีคนสร้างเครื่องมือเข้ามาช่วยหลายรูปแบบโดยหลักๆ มีอยู่ 2 แบบคือ

  1. Plugin ในระบบ CMS เช่น WordPress, Joomla
  2. ระบบคัดลอกแล้ววางปุ่มขายสินค้า

Plugin ในระบบ CMS (Content Management System)

ระบบ CMS เป็นระบบสำหรับจัดการข้อมูลในเว็บไซต์อย่างเว็บ HandmadeBiz นี้ก็ใช้ระบบ CMS เป็น WordPress เมื่อก่อนนี้ตอนยังไม่มีระบบพวกนี้คนทำเว็บไซต์โดยการสร้างหน้าเว็บมาทีละหน้าๆ ซึ่งมันเสียเวลาและยากก็เลยมีคนทำระบบนี้ขึ้นมาทำให้การทำเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นเหลือขั้นตอนติดตั้ง ตกแต่งให้สวยงาม แล้วก็สามารถลงข้อมูลได้เลยเรื่อยๆ

ต่อมามีคนใช้เว็บที่ใช้ระบบ CMS เหล่านี้มาขายสินค้าออนไลน์เลยมีคนสร้างให้ง่ายขึ้นโดยทำระบบขึ้นมาอีกระบบแล้วเอามาต่อเติมเว็บเก่าให้สามารถขายของได้ อย่าง WordPress ก็จะมี Plugin เช่น WP e-Commerce, WooCommerceCart66, Jigoshop เป็นต้น ซึ่งระบบเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับระบบหลังบ้านทั้งหมดรวมอยู่ในตัวเว็บเลยค่ะ ลองเข้าไปดูตามแต่ละ plugin จะมีวิดีโออธิบายอยู่ค่ะ

วิธีนี้ทำให้เราสามารถจัดการร้านค้าได้เต็มที่เท่าที่เราอยากทำเลยค่ะ ข้อเสียคือถ้าเว็บเสียขึ้นมาเราก็ยังต้องซ่อมเอง แถมถ้าเว็บเสียเยอะข้อมูลทั้งหมดเราก็หายได้เหมือนกันค่ะ บางคนใช้วิธีจ้างคนมาติดตั้งระบบให้ แต่ว่าระบุไปเลยว่าจะใช้ระบบนี้ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีอีก Plugin นึงที่อยากแนะนำสำหรับคนที่ขาย Etsy อยู่แล้ว คือ Etsy Pro WordPress ซึ่งจะแตกต่างจาก Plugin ตัวอื่นๆ เพราะจะดึงข้อมูลจากร้านที่เราเปิดใน Etsy มาใส่ในเว็บที่เราลง Plugin คล้ายๆ กับพวก Etsy mini แต่ว่าเวลากดดูสินค้าคนก็จะยังอยู่ในหน้าเว็บของเราแต่ถ้ากดซื้อเมื่อไหร่ถึงจะถูกลิงค์ไปที่ Etsy เพื่อจ่ายเงินค่ะ ราคา plugin 39$ เหมาะกับคนที่มีร้านใน Etsy และมีเว็บแล้วอยากเอามารวมกัน ส่วนตัวใช้อยู่คิดว่าตอนแรกติดตั้งยากไปนิดนึงแต่ว่าพอติดตั้งได้แล้วก็ง่ายเลย เหมือนเว็บเป็นเว็บขายสินค้าเลย

ระบบคัดลอกแล้ววางปุ่มขายสินค้า

การใช้ระบบคัดลองแล้ววางปุ่มขายสินค้านั้นไม่จำเป็นต้องใช้เว็บที่มีระบบ CMS แต่ว่าคนที่ใช้ CMS อยู่ก็ยังสามารถใช้ระบบเหล่านี้ทำเว็บขายของได้อยู่ แต่จะแตกต่างกับการใช้ Plugin ตรงที่ ระบบจัดการร้านจะอยู่ในเว็บของคนที่ทำระบบ แต่ปุ่มขายนั้นจะอยู่ในเว็บเรา หรือที่ไหนก็ได้ที่เราอยากจะขาย ข้อดีคือเว็บพังข้อมูลเราก็ยังมีอยู่ที่ระบบนั้นๆ ทำให้เราส่งเมล์ไปบอกให้เค้าช่วยแก้ให้ได้ ระบบที่แนะนำก็มี

The E-junkie เป็นระบบที่ต่างชาติใช้กันค่อนข้างเยอะเพราะมีมานานแล้ว เก็บเงินเป็นแบบรายเดือน ถูกสุดคือเดือนละ 5 เหรียญ แต่มีข้อควรระวังคือเรื่องการคำนวณค่าส่งที่มันจะคำนวณให้อัตโนมัติที่คนขายต้องไปเช็คอีกทีว่าใช่ราคาที่เราอยากได้หรือไหม่

Gumroad  ถูกสร้างมาเพื่อขายสินค้า Digital เช่น Pattern เสื้อผ้า, ลายปักครอสติส, แบบถักนิตติ้ง ที่สามารถโหลดมาเป็นไฟล์แล้วใช้ได้เลย เช่น PDF แต่ Gumroad ก็มี feature สำหรับขายสินค้างานฝีมือโดยมีระบบสำหรับคำนวณค่าขนส่งพร้อมยังสามารถปรับค่าส่งเองได้ด้วย แถมยังมีระบบ pre-order ด้วยค่ะ

คร่าวๆ ประมาณนี้ค่ะ สำหรับใครที่สนใจอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม สามารถถามได้เลยนะคะ

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 3 : ใช้เว็บไซต์ ecommerce

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 3 : ใช้เว็บไซต์ ecommerce

จากคราวที่แล้วเล่าเรื่องประเภทของการขายงานฝีมือออนไลน์ว่าสามารถใช้ระบบ Ecommerce website ของคนอื่น และเปิดร้านออนไลน์เอง ในบทความนี้จะยกตัวอย่างเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ Ecommerce website ดังนี้

Etsy

เว็บนี้หลายคนที่ทำงานฝีมือคงรู้จักกันดีอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นเว็บ Ecommerce สำหรับงานฝีมือที่ใหญ่ที่สุด จึงทำให้มีคนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ามากแต่ในขณะเดียวกันก็ถือว่าเป็น Red Ocean ในการขายงานฝีมือที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง แต่ที่นี่ก็มี Community ที่ช่วยเหลือกันดีเหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม การขายของใน Etsy นั้นค่อนข้างมีข้อจำกัดเพราะ Etsy มีกฎในการขายงานฝีมือค่อนข้างมากทำให้มีร้านโดนปิดโดยไม่รู้ตัวมาก

ราคา 0.20$ + 3% ของราคารวมราคาสินค้าและค่าส่ง

Marketplace-Etsy

 

Shopify

เป็นอีกเว็บนึงที่น่าสนใจถ้าหากร้านของเราเป็นร้านที่มีรายได้ค่อนข้างแน่นอนแล้วหรือขายสินค้าที่มีราคาสูงเพราะที่นี่เรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนแถมยังเก็บ Commission ถ้าหากขายสินค้าได้อีก แต่ระบบของเค้าก็ดีมากจริงๆ ใช้งานง่ายมีคน Support คอยดูแลให้ 24 ชั่วโมงถ้าเราติดขัดตรงไหน ที่สำคัญสามารถตกแต่งหน้าร้านได้ในแบบที่เราต้องการเลย ไม่โดนจำกัดแค่ตรง Banner แบบ Etsy และไม่โดนร้านอื่นๆ แย่งซีนไปเพราะหน้าเว็บทั้งหน้าเป็นของเรา

ราคา 29$/เดือน + 2% ถ้าขายได้ (Basic plan)

ขายงานฝีมือบน Shopify

Storenvy

ชอบดีไซน์ของที่นี่เป็นการส่วนตัว 555 ที่นี่เวลาเปิดร้านจะสามารถแสดงได้ 2 แบบเลย คือแบบ Marketplace Store เป็นเหมือน Etsy สินค้าจะมีคนเห็นจากหน้าเว็บของ Storenvy เอง กับแบบ Store front คือเหมือนเราเปิดร้านโดดๆ ขึ้นมาเลยทำให้เราออกแบบร้านตามเอกลักษณ์ของร้านได้แถมยังสามารถเพิ่มหน้าขึ้นมาได้เองด้วย เช่น อยากมีหน้าเขียนเกี่ยวกับ Size เสื้อเราก็เพิ่มหน้าเขียนได้เลย ถือว่าค่อนข้างอิสระ ทำอะไรได้เยอะพอควร ที่นี่ก็ไม่ได้จำกัดให้ขายเฉพาะงานฝีมือด้วย

ราคา ฟรี!

ขายงานฝีมือที่ไหนดี Storenvy

Big Cartel

ที่นี่จะไม่ได้มีการเก็บเงินเวลาเราขายได้ แต่จะมีค่าทำร้านค่ะ ถ้าช่วงแรกไม่มีคนซื้อก็อาจจะลำบากหน่อย แต่ข้อดีของที่นี่คือสามารถตกแต่งร้านได้ค่อนข้างมากค่ะ

ราคา ฟรีขายได้ 5 ชิ้น, 9.99$ ขายได้ 25 ชิ้น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://bigcartel.com/signup ค่ะ

ขายงานฝีมือที่ไหนดี Big Cartel

IndieMade

อยากนำเสนอ Indiemade เพราะชอบที่นี่มี section ให้เขียนบลอคได้ด้วย มี feature เยอะเหมือนว่าทำเป็นเว็บไซต์ของร้านได้เลยไม่ต้องแยกกันแบบร้านไปลิงค์นี้ แต่เว็บไซต์ของร้าน หรือบลอคไปอีกลิงค์นึง แต่ส่วนตัวยังไม่เคยใช้เลยไม่แน่ใจว่าจะใช้ยากรึเปล่านะคะ

ราคา $4.95 (Basic plan ถูกสุดลงของได้ 10 ชิ้น)

ขายงานฝีมือที่ไหนดี Indiemade

Squarespace

คล้ายกับ Indiemade ที่มีให้เขียนบลอคได้ โดยที่นี่จะมีธีมของเว็บให้เราเลือกได้ส่วนใหญ่ก็เป็นธีมที่ส่วนดี แนวโล่งๆ ดูทันสมัยดีค่ะ อ่อ เว็บนี้มีแถมฟรี Domain ให้ด้วยตั้งแต่เลือกใช้แพลนแรกเลย

ราคา เริ่มที่ 8$ 

ขายของงานฝีมือที่ไหนดี Squarespace

Lnwshop

เว็บนี้เป็นเว็บของคนไทยทำค่ะ มีลักษณะคล้าย Storenvy ตรงที่พอเปิดร้านแล้วสามารถมีขายทั้งในเว็บของตัวเองและใน Marketplace และสามารถตกแต่งร้านได้เยอะเหมือนกันด้วย แต่ในความเห็นส่วนตัวคิดว่า Storenvy จะทำได้เยอะกว่าค่ะ แต่ถ้าเทียบกับเว็บของไทยเจ้าอื่นคิดว่า Lnwshop ถือว่าดีมากเลยทีเดียว ใช้งานได้ง่ายทั้งหน้าบ้านหลังบ้านเลยค่ะ SEO ก็ดีพอสมควรสังเกตจากเวลาช็อปปิ้งก็เจอร้านใน Lnwshop เป็นร้านแรกๆ เยอะอยู่เหมือนกันค่ะ ถ้าหากใครอยากลองเปิดขายในเมืองไทยก่อนก็ลอง Lnwshop ได้นะคะ

ราคา ฟรี

 

ในตอนต่อไปจะพูดถึงการเปิดร้านออนไลน์เองโดยไม่ใช้ระบบร้านค้าที่เค้ามีให้แบบนี้นะคะ แต่จะเป็นการเปิดเว็บไซต์เองแบบต่างๆ

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 2 : ขายออนไลน์

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 2 : ขายออนไลน์

จากคราวที่แล้วเราคุยกันถึงเรื่อง ประเภทของร้านสำหรับขายงานฝีมือนะคะ ในบทความนี้เราพูดถึงการขายออนไลน์ในแต่ละประเภทก่อนนะคะ ส่วนออฟไลน์จะเล่าให้ฟังทีหลัง

การเปิดเว็บไซต์ขายงานฝีมือออนไลน์สามารถทำได้ 2 แบบคือ

แบบขายบนเว็บไซต์ ecommerce 

คือการใช้ระบบที่มีเปิดให้บริการอยู่แล้วมาใช้ อย่างที่เราคุ้นเคยกันดี Etsy, Ebay หรือ Lnwshop เว็บไซต์ ecommerce ของคนไทยโดยแต่ละเว็บไซต์ก็มักจะมีกลุ่มคนที่เข้ามาใช้บริการแตกต่างกันไป

ข้อดีของการขายบนเว็บไซต์  ecommerce คือ ง่ายมาก อย่างกับเปิด Facebook แหน่ะ มีคนดูแล Support เว็บล่มก็เมล์ไปแจ้ง ทำโน้นทำนี่พังมีคนจัดการแก้ปัญหาให้เพราะเป็นระบบของเค้า ส่วนค่าใช้จ่ายบางที่ก็ไม่ได้ราคาถูกเท่าไหร่เช่น คิดเป็นรายเดือน 20 เหรียญก็มีเยอะแยะ แล้วแต่ที่ไป

ข้อเสียของการขายบนเว็บไซต์  ecommerce คือ มันไม่ใช่ระบบของเราทั้งหมดทำให้เราต้องทำตามกฎของเค้าเสมอ และทำให้ทำ Branding ได้ยากกว่าถึงแม้ว่าเว็บไซต์ ecommerce เดี๋ยวนี้เค้ามีให้เราปรับแต่งได้เยอะก็ตาม และในบางเว็บไซต์ก็จะมีข้อกำจัดที่ทำให้เราทำการตลาดได้ยากขึ้น เช่นไม่มีระบบเก็บอีเมล์หรือข้อมูลลูกค้าทำให้เราส่งเมล์โปรโมทสินค้าไปหาลูกค้าได้ลำบากขึ้นเป็นต้นเดี๋ยวจะแนะนำเว็บไซต์ ecommerce ให้พร้อมข้อดีข้อเสียคราวหน้านะคะ

เปิดเว็บไซต์ขายเอง

คือการที่เราเช่า Host มาเปิดร้านของเราเอง พูดแค่นี้ทุกคนคงบอกว่ายาก ฉันทำไม่ได้แน่นอน แต่จริงๆ การเปิดเว็บไซต์ขายเองก็มีหลายระดับของความยากง่าย เพราะเดี๋ยวนี้มีการพัฒนาระบบซื้อขายบนอินเตอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้าใครเคยใช้ WordPress มาก่อนจะมีตัวเลือกให้มากขึ้นด้วย

ข้อดีของการเปิดเว็บไซต์ขายงานฝีมือเอง คือ เป็นเว็บไซต์ของเราเอง ไม่มีการอยู่ๆ โดนปิดร้าน (เว้นแต่เราจะลืมจ่ายค่า Domain Hosting นะจ๊ะ) ลูกค้าไม่โดน Distract ไปร้านอื่นเพราะหน้าเว็บทั้งหน้าเป็นพื้นที่ของเรา แถมยังทำให้ทำ Branding ได้ดีกว่าด้วย และข้อมูลทุกอย่างก็เป็นของเรา เราอยากเก็บข้อมูลลูกค้ามาทำการตลาดต่อก็ทำได้ง่ายกว่า

ข้อเสียของการเปิดเว็บไซต์ขายงานฝีมือเอง คือ เราต้องทำเองหมด หรือเกือบหมด ต้องมีความรู้ในการทำประมาณนึง และถ้าเราทำระบบเองทั้งหมดก็อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะ ถ้าทำแล้วดีก็ดีไปเลย ทำแล้วแย่ก็แย่ไปเลย ถ้าเว็บพังก็อาจจะไม่มีคนมาคอย Support แก้ปัญหาให้
การเปิดเว็บไซต์ขายเองจึงเหมาะสำหรับคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตคล่องประมาณนึง หรือมีกำลังในการไปจ้างคนทำค่ะ

อย่างไรก็ตามการเปิดเว็บไซต์เองก็มีหลายวิธีการ ซึ่งจะพูดถึงในตอนต่อๆ ไปนะคะ

 

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 1 : ภาพรวม

ขายงานฝีมือที่ไหนดี ตอนที่ 1 : ภาพรวม

ในบทความซีรี่ย์ “ขายงานฝีมือที่ไหนดี” นี้เตยอยากแนะนำเว็บไซต์และสถานที่อื่นๆ ในการขายสินค้างานฝีมือให้เพื่อนๆ ไปลองเลือกกันได้ อย่างนึงเตยไม่อยากให้ยึดติดกับ Etsy มากเกินไปด้วย เพราะการเปิดร้านใน Etsy นั้นก็มีข้อกำจัดหลายอย่างที่เราต้องระวัง ทั้งยังเสี่ยงต่อการโดนปิดร้านโดยไม่รู้ตัวเอง โดยในตอนนี้จะแนะนำให้เห็นภาพรวมก่อนนะคะแล้วค่อยแนะนำแต่ละที่ย่อยๆ ไป

ในการขายสินค้างานฝีมือเราสามารถไปขายได้ 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  1. แบบออนไลน์ คือการขายของงานฝีมือผ่านทางเว็บไชต์ ลูกค้าจะไม่ได้สัมผัส หรือเห็นสินค้าจริงๆ แต่ว่าก็สามารถเปิดร้านขายสินค้าได้ตลอด 24 ชม. แม้กระทั่งเวลาที่เรานอนอยู่ ตื่นมาก็อาจจะเจอคนสั่งสินค้าเข้ามา และทำให้ขายใครก็ได้บนโลกนี้ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ และการเปิดหน้าร้านออนไลน์ก็ใช้ต้นทุนต่ำกว่าแบบเปิดหน้าร้านจริงมากๆ
  2. แบบออฟไลน์ คือการเปิดแบบมีหน้าร้านที่ลูกค้าสามารถไปเดินเลือกซื้อสินค้าได้เอง อย่างที่เราเห็นกันก็มี การเช่าอาคารมาเปิดร้าน, เปิดในตลาดนัด หรืองานแฟร์ ลูกค้าจะรับรู้หมดทั้งรูป รส กลิ่น เสียง ทำให้เข้าถึงและมักขายได้เร็วกว่าเพราะลูกค้ามีความเชื่อใจมากกว่า แต่ในขณะเดียวกันก็มีความยืดหยุ่นและขอบเขตไม่กว้างเท่ากับการขายออนไลน์ เพราะต้องเปิดเฉพาะพื้นที่ คนที่มาซื้อก็คือคนที่ผ่านมาละแวกนั้นเท่าไหร่

ในแต่ละแบบก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป บางร้านใช้วิธีให้ลูกค้ามาทดลองสินค้าที่ร้านได้ เช่น สินค้าจำพวกเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย หรือจัดอบรมสอนลูกค้าที่สนใจงานฝีมือ แต่ในขณะเดียวกันก็ขายสินค้าเหล่านั้นออนไลน์ไปด้วย ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่า เป็นความคิดที่ดีทีเดียวที่จะให้ทั้งสองส่วนเป็นสิ่งส่งเสริมกันและกัน

แต่โดยส่วนตัวจะไม่เลือกขายแบบมีหน้าร้านเพราะเตยอยากมีความคล่องตัว ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเปิดร้านก็จะปลีกตัวไปเที่ยวลำบาก 555 แถมไม่ชอบเจอคนเยอะๆ ด้วย แต่สำหรับบางคนที่ชอบเจอลูกค้า การขายของแบบออฟไลน์ก็ถือว่าเป็นอีกตัวเลือกที่ดีเลยค่ะ