ในช่วงอาทิตย์แรกของปี ไม่ว่าเข้าไปในเว็บไหนๆ ก็มักจะพูดถึงการตั้งเป้าหมายเสมอ โดยเฉพาะในยุด Social แบบนี้หลายๆ คนก็แบ่งปันว่าเป้าหมายของตนเองนั้นมีอะไรบ้าง แต่เชื่อหรือไม่ว่า 25% ล้มเลิกเป้าหมายนั้นภายในอาทิตย์แรกเลย สิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามักจะทำเป้าหมายของเราไม่สำเร็จหรือไม่แม้กระทั่งจะเริ่มทำเกิดมาจากการตั้งที่เป้าหมายไม่ถูกต้อง

ด้วยความที่เป็นคนชอบตั้งเป้าหมายมาก แถมชอบพวกโปรเจค 365 days คือพวกที่ถ่ายรูปทุกวันเป็นเวลา 1 ปี วาดรูปทุกวันเป็นเวลา 1 ปีอะไรพวกนี้มาก แต่ว่าก็มีน้อยครั้งมากที่จะทำเป้าหมายนั้นได้สำเร็จ โดยเฉพาะโปรเจคที่มันยาวเป็นปีนั่นแหล่ะ ทำให้เริ่มศึกษามากขึ้นว่าทำไมเราถึงทำมันไม่สำเร็จ อ่านหนังสือ อ่านบลอคไปหลายเล่ม หลายบทความ จนกระทั่งช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามันเริ่มทำสำเร็จแล้วค่ะทุกค๊นนนน ดีใจมาก ฮ่าๆ วันนี้ก็เลยจะมาแบ่งปันแนวคิดที่เตยคิดว่าดี ทำแล้วได้ผลมาให้ลองไปทำดูนะคะ โดยแนวคิดหรือวิธีการเหล่านี้สามารถปรับใช้ได้ทั้งกับเรื่องงาน หรือส่วนตัวก็ได้ค่ะ

ฝันกลางวันหาเหตุผลของเป้าหมาย

สิ่งสำคัญในการตั้งเป้าหมายให้เป็นจริงที่เพิ่งเข้าใจในปีที่ผ่านมาคือเราต้องตอบให้ได้ว่าเราจะทำมันไป “ทำไม” เราจะลดน้ำหนักไปทำไม เราจะทำธุรกิจขายของใน Etsy ไปทำไม แล้วทำไมต้องเก็บเงินให้ได้เป็นจำนวนเท่านั้นด้วย เมื่อไหร่ที่เรารู้ว่าเราทำไปทำไม เราจะรู้ถึงความสำคัญของเป้าหมายเหล่านั้นเราจะรู้สึกอยากและตั้งใจที่จะทำมันให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น
แต่การตอบโจทย์คำว่า WHY นั้นบางครั้งเราอาจจะโดนตัวเองหลอกโดยไม่รู้ตัวเพราะ WHY ของเรานั้นไม่ใช่ WHY ที่แท้จริง เราจะรู้ว่า WHY ของเราเป็น WHY ที่แท้จริงหรือไม่ สามารถดูได้จากการฝันกลางวัน เคยคิดกันเล่นๆ ไหมคะว่า ถ้าฉันมีเงินร้อยล้านพันล้านฉันจะทำอะไร ถ้าฉันไม่ต้องคิดเรื่องเงินแล้วฉันจะทำอะไร บางคนบอกว่า ฝันกลางวันอะไร ไร้สาระ แต่การฝันกลางวันที่แหล่ะที่ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในชีวิตนี้คืออะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องการจริงๆ อาจเป็นแค่การมีเวลาอยู่กับครอบครัว คนที่เรารักไม่ต้องมีเงินเป็นร้อยล้านก็ได้ หรือจริงๆ แล้วเราอยากไปช่วยเหลือสังคม อยากไปท่องโลกแต่เป้าหมายที่เราตั้งปีนี้กลับเป็นการหางานประจำใหม่ที่ได้เงินดีกว่าเดิม แบบนี้เป้าหมายของเราก็ไม่ทางสำเร็จเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ ในทางกลับกันถ้าเราอยากไปท่องโลกแล้วเป้าหมายของเราปีนี้อาจคือการไปเที่ยวต่างจังหวัด 5 จังหวัด เราก็จะมีโอกาสในการทำเป้าหมายให้สำเร็จมากกว่าเพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากได้จริงๆ

 

ทำให้เฉพาะเจาะจงที่สุดแล้วเขียนลงไป

เมื่อเรารู้ปลายทางว่าเราอยากไปทางไหนแล้ว การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่า คือมี What When Why How ให้ครบ ถ้าอยากลดน้ำหนักก็บอกมาเลยว่าน้ำหนักเท่าไหร่ deadline ของมันคืออะไร แล้วจะลดยังไง เช่น ลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2557 โดยการออกกำลังทุกวันตอนเช้าเป็นเวลา 30 ชั่วโมง การตั้งเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงจะทำให้เราสามารถวัดผลได้ว่าเราทำจริงรึเปล่า
อย่างไรก็ตามการตั้งเป้าหมายนั้นเราก็ต้องดูด้วยตัวเองด้วย ไม่ใช่ว่าตั้งเป้าหมายใหญ่ซะจนท้อเลย อย่างเช่นบอกว่าเป้าหมายจะไปปีนเขาเอเวอร์เรส แต่ทุกวันนี้แค่เดินขึ้นสะพานคนข้ามธรรมดายังจะเดินไม่ไหวแบบนี้เปลี่ยนให้เล็กลงเป็นไปภูกระดึงก่อนอะไรก็ได้ การทำเป้าหมายให้สูงไว้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรแต่จากประสบการณ์ถ้าเป้าหมายที่ใหญ่เกินไปก็จะเลิกทำไปในไม่กี่วัน
นอกจากนี้ส่วนใหญ่เค้าจะบอกให้เรา Focus แค่เป้าหมายเดียวเพราะจะทำให้เราคิดถึงมันมากขึ้นและทำมันสำเร็จได้เร็วขึ้น แต่เตยก็มีอย่างต่ำ 3 เป้าหมายทุกทีแหล่ะ ฮ่าๆ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันทำให้ผลออกมาไม่ดีเท่าที่ควรเหมือนกัน
ส่วนที่บอกว่าให้เขียนลงไปด้วย เพราะมีวิจัยออกมาว่าคนที่เขียนเป้าหมายออกมาลงบนกระดาษสามารถทำเป้าหมายนั้นได้สำเร็จมากกว่าคนที่ไม่เขียน ปกติเตยชอบเขียนอยู่แล้วเลยไม่ได้เห็นความแตกต่างตรงนี้ แต่ก็เข้าใจเอาเองนะคะว่าพอเราเขียนสมองจะจดจำและเหมือนย้ำเตือนถึงเป้าหมายมากกว่าการที่ไม่เขียนเลย

ทำ Vision Board เอาไว้เป็นแรงบันดาลใจ

เพื่อให้เราจดจำความฝันของเราได้เสมอ เตยก็เลยทำ Vision board คือการนำรูปและข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเรามาติดรวมกันไว้แล้วตั้งไว้ในที่ๆ เราคิดว่าเราจะเห็นแน่นอน พอเห็นบ่อยๆ ก็เหมือนย้ำเตือนตัวเองว่าเฮ้ยเราต้องทำอันนี้นะ หรือเวลาจะตัดสินใจอะไรแล้วเห็นก็จะรู้ว่าตัวเองต้องตัดสินใจให้ตรงกับเป้าหมายนะ อย่างปีที่ผ่านมาเตยทำ Vision board ขึ้นอันนึงเอาไว้เป็นภาพ Wallpaper บนคอมพิวเตอร์ของเตยเพราะเป็นคนใช้คอมพิวเตอร์เยอะ เห็นบางคนก็เอาไปแปะหน้าประตูห้องก็มี ในนั้นจะมีภาพที่เตยชอบ สถานที่ที่อยากไป ห้องทำงานที่อยากได้ blogger ที่ชอบ (มี lifestyle แบบที่ชอบด้วย) งานที่อยากทำ Quote ที่อยากให้ตัวเองเป็นแบบนั้นซึ่งก็เป็นหัวข้อที่ย่อยลงมาจากการฝันกลางวันของเรา แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เตยเลือก ข้อความที่เลือกมาก็จะมีธีมของมันด้วย เช่น ปีที่แล้วอยากให้ตัวเองเน้น “เริ่มต้นทำ” ไม่ต้องคิดมากแค่เริ่มทำอย่างเดียวพอใน vision board ของเตยก็จะมีแต่ข้อความที่เกี่ยวกับการทำหรือภาพของสิ่งที่อยากทำ ปรากฎว่าปีที่ผ่านมาทำเยอะมากคือทุกวันต้องทำอะไรสักอย่างนึง ใครมาเห็นก็บอกว่าทำอะไรเยอะแยะ แต่ปีนี้เตยมีธีมคือคำว่า Build เพราะปีก่อนทำแล้วแต่กระจัดกระจายไม่เป็นเรื่องเป็นราวก็เลยจะให้ปีนี้เป็นการเอามาจัดมารวมกันให้เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ใน vision board เตยก็จะเน้นข้อความที่เป็นเกี่ยวข้องกับการ build เป็นต้น

Small Step Everyday

ข้อนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำให้เป้าหมายของเราสำเร็จเลยคือ “การทำ” ถ้าไม่ทำก็ไม่มีวันที่เป้าหมายเราจะสำเร็จ แต่ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้นั้นมักเป็นเป้าหมายที่ต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้างใหญ่ พอเราภาพรวมบางทีก็คิดว่าจะทำได้ไหม เราต้องเอามาทำให้แตกเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆ ทำไปจะทำให้เราสนุกและรู้สึกว่าประสบความสำเร็จทุกวัน และในทุกๆ วันที่ทำเตยจะจดบันทึกว่าวันนี้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ไอเดียนี้ได้มาจาก idonethis.com ซึ่งเป็นแอพสำหรับให้เราบันทึกว่าวันนี้เราทำอะไรไปแล้วบ้าง ทุกๆ ครั้งที่เราจดมันลงไปเราจะรู้สึกดี หรือรู้สึกเราค่อยๆ ทำมันสำเร็จ มีกำลังใจในการทำต่อไป ช่วงไหนจดทุกวันก็จะรู้สึกว่า ฉันใกล้จะถึงเส้นชัยแล้วนะ ช่วงไหนไม่ได้จดจะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอัน โดยปกติแล้วเตยจะใช้ปากกากับสมุดจดเนี่ยแหล่ะค่ะเขียนว่าทำอะไรไปบ้าง และพรุ่งนี้จะทำอะไรก่อนที่จะนอนซึ่งป็นการทบทวนตัวเองไปในตัวด้วยว่าเราใช้ชีวิตอยู่ในเส้นทางที่จะไปถึงฝันของเรารึเปล่า และการเขียนว่าเราจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้เป็นการวางแผนล่วงหน้า สมองก็จะเริ่มคิดถึงสิ่งนั้นล่วงหน้าไว้แล้ว พอตื่นมาเราก็รู้ว่าเราจะทำอะไร บางคนจะทบทวนเป้าหมายทุกๆ อาทิตย์แต่เตยคิดว่าทำให้เป็นนิสัยในแต่ละวันจะง่ายกว่าเยอะเลย

อ่อ สำหรับคนที่มีเป้าหมายหลายอัน หรือเป็นเป้าหมายที่ไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน เช่นเราอยากออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ แบบนี้วันอังคารเราก็อาจจะลุกมายืดเส้นยืดสายสัก 5 นาทีก็ได้ หรือถ้ามีหลายเป้าหมายก็ทำสลับกับเป้าหมายอื่นๆ แทน ขอแค่ “ทำ”

ไม่บอกใคร

ข้อนี้ส่วนตัวมากๆ เตยเป็นคนที่พอไม่บอกเป้าหมายของตัวเองไม่หมดแล้วจะทำตามเป้าหมายนั้นได้ดีกว่า Derek Sivers  ได้เล่าเรื่องแนวคิดนี้ใน TED หัวข้อ Keep your goals to yourself  ค่ะ ว่าการเล่าเป้าหมายของเราให้คนอื่นฟังจะทำให้เราได้จินตนาการและรู้สึกเหมือนกันว่าได้ทำมันสำเร็จแล้วและหมดแรงบันดาลใจที่จะทำ แต่ Derek เค้าก็ไม่ได้ถึงกับว่าห้ามบอกนะคะ แต่ให้บอกคนอื่นในเชิงว่าช่วยเตือนด้วยว่าฉันจะทำสิ่งนี้มากกว่าและบอกเฉพาะคนที่เราคิดว่าจะคอยสนับสนุนเรา
สำหรับบางคนวิธีอาจจะไม่ได้ผลเลย คือต้องบอกคนเยอะๆ แล้วจะรู้สึกกดดันและต้องทำมันให้สำเร็จอย่างที่บอกเค้าไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีในแง่ว่า เราอาจจะได้เพื่อนอาจจะมีเป้าหมายเดียวกัน หรือสามารถช่วยเราได้มาช่วยเรา

ทำมันให้สนุก

ข้อสุดท้ายนี้เป็นส่วนสำคัญอีกอย่างที่จะช่วยให้เราทำเป้าหมายได้สม่ำเสมอ คือทำมันให้สนุก Elise Blaha เป็นคนที่สนุกกับการทำตามเป้าหมายมาก Elise ตั้งเป้าหมายว่าจะวิ่งเป็นจำนวน 1 mile เป็นเวลา 30 วันแล้วทุกๆ วัน Elise ก็จะถ่ายรูปสิ่งที่อยู่ข้างทางที่เธอพบเวลาออกไปวิ่งแล้วก็เอามารวมเล่มเป็น Scrapbook ในแบบที่เธอชอบด้วย นอกจากนี้ Elise ยังทำพิซซ่า 40 หน้า หรือทำงาน Handmade 26 projects พอทำเสร็จ Elise ก็จะเอามาโพสในเว็บของเธอใครสนใจลองไปดูในเว็บของ Elise ได้นะคะ
ลองสนุกกับการทำตามเป้าหมายดีกว่าที่จะไปกังวลกับเป้าหมาย เพราะถ้าเราสนุกกับมันเราไม่จำเป็นต้องถึงเป้าหมายเราก็มีความสุขตั้งแต่ตอนนี้ได้เลย สำหรับบางคนจะใช้วิธีให้รางวัลตัวเอง แต่มันไม่ได้ผลกับเตยเพราะไม่รู้ว่าจะให้รางวัลอะไรกับตัวเองที่จะไม่ส่งผลกับเป้าหมายของเรา การสนุกกับเป้าหมายมันก็สนุกตั้งแต่การทำแล้วไม่ต้องมีรางวัลอะไรตอบแทนเราก็ยินดีจะทำเพราะว่ามันสนุก
ลองหาวิธีที่จะทำให้เราสนุกกับการทำตามเป้าหมายดูนะคะ

สรุปสิ่งที่ควรทำ

  1. หาเวลานั่งชิวๆ ลองนั่งฝันกลางวันเล่นๆ แล้วลองดูว่าเป้าหมายที่คุณตั้งวันนี้มันตรงกับฝันของเพื่อนๆ รึเปล่านะคะ อย่าลืมเริ่มจาก WHY ด้วยนะคะ
  2. หยิบกระดาษกับปากกามาเขียนเป้าหมายแบบชัดๆ กันหน่อยนะคะ
  3. เปิดใช้ Pinterest สร้าง board ขึ้นมาเพื่อใส่รูปที่เราชอบที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเรา ใครชอบทำอะไรที่จับต้องได้ก็ไปหารูปมาตัดแปะดูนะคะ
  4. หาสมุดมาไว้จดว่าวันนี้เราทำอะไรให้ไปถึงเป้าหมายของเรารึยัง
  5. สนุกกับการทำเป้าหมายนะคะ

Handmade Biz Newsletter

กรอกอีเมล์และเว็บไซต์เพื่อรับข้อมูลข่าวสารของ Handmade Biz ทางอีเมล์

Handmade Biz Newsletter

You have Successfully Subscribed!